»ค้นหาแบบมีเงื่อนไข
Sign In
 
Thailand | Singapore | Malaysia
     
วิเคราะห์ภาพรวม กระแสข่าว/กลยุทธ์
 

By จอร์จ ฮิบส์/มยุรี โชวิกรานต์ /กิติชาญ ศิริสุขอาชา     
25 Jan 8:52AM : กระแสข่าว/กลยุทธ์ (25/01/53)

Kim Eng Securities (Thailand) Ltd.
 

ประเมินแนวโน้มตลาด/กลยุทธ์การลงทุน/บทวิเคราะห์

ประเมินแนวโน้มตลาด

หลังจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงกว่า 217 จุดในคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เราคาดว่าตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มปรับตัวลงมาทดสอบจุดต่ำสุดในสัปดาห์ก่อนที่ระดับ 705 จุดอีกครั้งในช่วงเปิดตลาด อย่างไรก็ตามเราเชื่อว่าทิศทางการซื้อขายในช่วงบ่ายจะอิงอยู่กับการเคลื่อนไหวของดัชนี Dow Jones futures เป็นสำคัญ นักวิเคราะห์ด้านเทคนิคของเราให้แนวรับที่ระดับ 696-704 จุด และแนวต้านที่ระดับ 715-720 จุด ตามลำดับ เราขอแนะนำให้นักลงทุนซื้อเมื่ออ่อนตัวในหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานดี และคาดว่ากำไรไตรมาส 4/52 จะขยายตัวแข็งแกร่ง เราขอแนะนำ MAJOR และ AIT ในวันนี้

  • นักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิจำนวนมหาศาล: ตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวผันผวนมากในวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยปรับตัวลงมาทำจุดต่ำสุดของวันที่ระดับ 705.69 จุด (-13.30 จุด) ก่อนฟื้นตัวไปปิดที่ระดับ 714.10 จุด (-4.10 จุด) ในช่วงบ่าย สาเหตุหลักเกิดจากนักลงทุนรายบุคคลในประเทศเข้ามาทยอยสะสมหุ้นเก็งการฟื้นตัวในสัปดาห์นี้ ขณะที่นักลงทุนกลุ่มอื่นๆ ยังเทขายหุ้นออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยนักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิสูงถึง 2,974 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 1,218 ล้านบาท
  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังเต็มไปด้วยความกังวลในหลายส่วน: ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาในสัปดาห์นี้สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่น ได้แก่ การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐฯ เพื่อกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยในคืนวันพุธ และการกล่าวปราศัยประจำปีของประธานาธิบดีโอบามาก่อนการเปิดประชุมสภาครองเกรส นอกจากนี้ตลาดจะยังเป็นกังวลกับเสียงสนับสนุนจากวุฒิสมาชิกเพื่อช่วยหนุนการต่ออายุให้นาย Ben Bernanke เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ดำรงตำแหน่งต่อเป็นวาระที่ 2 ซึ่งอายุสมัยแรกจะหมดลงในสัปดาห์หน้า นอกจากนี้ตลาดยังมีความกังวลกับนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นของจีน เพื่อยับยั้งปัญหาฟองสบู่ด้วย ในคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ดัชนี Dow Jones ปรับตัวลง 216.90 จุด หรือ -2.09% ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปรับตัวลง 2.21% และ 2.67% ตามลำดับ
  • นักลงทุนในตลาดเงิน/ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ยังคงเฝ้าติดตามทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลจีน: แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปรับตัวลงหนักที่สุดในรอบหลายเดือนที่ผ่านมาในคืนวันศุกร์ และข่าวเชิงลบเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเห็นประเทศจีนปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ค่าเงิน US dollar เทียบเงินสกุลหลักกลับเคลื่อนไหวในทิศทางที่ไม่สอดคล้องกัน โดยค่าเงิน US dollar เทียบยูโรปรับตัวขึ้น แต่ค่าเงิน US dollar เทียบเยน และปอนด์กลับอ่อนตัวลง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ส่วนใหญ่ปรับตัวลง โดยราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าสัญญาส่งมอบเดือนมีนาคมปรับตัวลง 1.33 เหรียญสหรัฐฯ เป็น 74.75 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาทองคำล่วงหน้าสัญญาส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์ปรับตัวลง 11.20 เหรียญสหรัฐฯ เป็น 1,092 เหรียญสหรัฐฯ ต่อออนซ์

แนวการลงทุน:

เราคงสัดส่วนการถือครองหุ้นที่ระดับ 70%

สัดส่วนลงทุน:

  • หุ้น = 70%
  • เงินสด = 30%

หุ้นแนะนำ

กลุ่มพลังงาน : PTT, PTTEP, BANPU, PTTAR, IRPC

กลุ่มธนาคารพาณิชย์ : BBL, KBANK, SCB, KTB

กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ : SPALI, AP, LPN, QH

กลุ่มวัสดุก่อสร้าง : SCC, TASCO, DCC

กลุ่มสื่อสาร : ADVANC, DTAC

กลุ่มอิเล็คโทรนิคส์ : SMT, HANA

กลุ่มเดินเรือ : TTA

กลุ่มอื่นๆ : CPF, TPC, KSL, TVO, PDI  

กลยุทธ์หุ้น
MAJOR : ปรับเพิ่มประมาณการและราคาเหมาะสม

 

การมีภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่เข้าฉายหลายเรื่อง การปรับขึ้นค่าตั๋ว และ การฟื้นตัวของรายได้โฆษณา ทำให้เราปรับประมาณกำไรของ MAJOR สำหรับปี 2552 และ 2553 ขึ้น 4% และ 10% ตามลำดับ โดยประเมินกำไรปี 2552 เท่ากับ 301 ล้านบาท (0.34 บาท/หุ้น) ลดลง 52% yoy แต่คาดว่ากำไรปีนี้จะฟื้นตัวขึ้น 49% เป็น 449 ล้านบาท (0.50 บาท/หุ้น) โดยคาดว่าส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญจากการที่ไม่ต้องรับรู้ขาดทุนจาก CAWOW เป็นเวลาเต็มปีหลังจากลดสัดส่วนถือหุ้นจาก 37% เหลือ 19% ราคาเหมาะสมของ MAJOR ซึ่งประเมินจากวิธี Sum-of-the-part ปรับขึ้นเป็น 11.80 บาท แนะนำ ทยอยสะสม

AIT : ปันผลครึ่งปีหลังสูงถึง 6.5%

 

 

 

เราคาดกำไรไตรมาส 4/52 จะโดดเด่นอย่างมากถึง 88 ล้านบาท (กำไรต่อหุ้น 1.43 บาท) เพิ่มขึ้น 46% จากไตรมาสก่อน และ 82% จากปีก่อน มากกว่าที่เราประเมินเบื้องต้นไว้เท่ากับ 60-70 ล้านบาท เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2552 เนื่องจากการส่งมอบงาน ที่มากกว่าคาดก่อนหน้านี้ บริษัทมีมูลค่างานในมือรอรับรู้รายได้ (Backlog) เหลือจากปีก่อนประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะทยอยรับรู้ในไตรมาส 1/53 จากผลดังกล่าวคาดจะช่วยหนุนให้กำไรของ AIT ในไตรมาส 1/53 ยังโดดเด่นต่อเนื่อง เราคาดจะมีการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานในงวดครึ่งปีหลังเท่ากับ 1.75 บาท คิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทน 6.5% แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 30 บาท

ปฏิทินเศรษฐกิจ

U.S. economic data this week

 

Releases

Period

Unit

Actual

Est.

Prior

Jan-25

Existing Home Sales

DEC

mn

 

6.00

6.54

 

Existing Home Sales

DEC

MoM

 

-8.30%

7.40%

Jan-26

S&P/CaseShiller Home Price

NOV

Index

 

-

146.58

  

S&P/CS Composite-20

NOV

YoY

 

-5.00%

-7.28%

  

Consumer Confidence

JAN

Index

 

53.5

52.9

  

House Price Index

NOV

MoM

 

0.1%

0.60%

Jan-27

New Home Sales

DEC

,000

 

370

355

  

New Home Sales

DEC

MoM

 

4.20%

-11.30%

  

FOMC Rate Decision

Jan-28

%

 

0.25%

0.25%

  

Crude inventories

Jan-22

mn

 

-0.471

Jan-28

Durable Goods Orders

DEC

MoM

 

2.00%

0.20%

 

Initial Jobless Claims

Jan-24

,000

 

452

482

 

Continuing Claims

Jan-17

,000

 

4600

4599

Jan-29

GDP QoQ (Annualized)

4Q A

YoY

 

4.50%

2.20%

  

GDP Price Index

4Q A

YoY

 

1.30%

0.40%

   

Employment Cost Index

4Q

MoM

 

0.40%

0.40%

  

Chicago Purchasing Manager

JAN

Index

 

57

60

  

U. of Michigan Confidence

JAN F

Index

 

73

72.8

Source: Bloomberg.com

สรุปข่าว

ตอกฝาโลง 64 กิจการดิ้นหารือนายกฯแก้มาบตาพุด (ASTVผู้จัดการรายวัน 25/1/53): มัดตราสัง 64 กิจการมาบตาพุดหลังศาลฯ ไม่รับคำขอผ่อนผัน 30 กิจการ ส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ต่อไป เอกชนห่วงผลกระทบตามมาอีกเพียบ ทั้งผู้รับเหมา แรงงาน ปัญหาการเงิน เรียกร้องรัฐเยียวยา พร้อมแจงนักลงทุนด่วน หวั่นสับสนกระทบเชื่อมั่นอุตฯ เตรียมหารือนายกฯ-กอร์ปศักดิ์วันนี้

แบงก์ชาติคงเป้าจีดีพีปี53ที่3.3-5.3% ห่วงปัจจัยเสี่ยง ศก.โลก-ในประเทศ (ฐานเศรษฐกิจ 25/1/53): แบงก์ชาติคาดเศรษฐกิจไทยปี 53 เติบโต 3.3-5.3% หลังประมาณการจีดีพีปี 52 หดลงเล็กน้อยเหลือ 2.7% ส่งออกยังเล่นบทพระเอกโต 18.5-21% จับตา "ค่าบาท" ยอมรับเงินเฟ้อมีสิทธิ์หลุดกรอบ 0.5-3% หากยังคงดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัย 1.เศรษฐกิจโลกขยายช้ากว่าที่คาด 2.ภาครัฐเบิกจ่ายต่ำกว่าเป้า 3.ปัญหาการลงทุนในมาบตาพุด และ 4.เสถียรภาพทางการเมือง

เคจีไอ โดดเล่นสงครามราคาดัมพ์ค่าธรรมเนียม SBL50% (ฐานเศรษฐกิจ 25/1/53): เคจีไอ ลดค่าธรรมเนียมธุรกรรม SBL 50% เพื่อรักษาฐานลูกค้าหลังตลาดแข่งเดือดปี 53 ตั้งเป้าโต 2 เท่าตัว คาดได้ปัจจัยหนุนจากสภาพตลาดหุ้นเอื้อให้มีการทำชอร์ตเซล และผลจากการลดค่าธรรมเนียม

ไพลอน เล็งประมูลเสาเข็มรถไฟฟ้า ทุ่มงบลงทุน 50 ล้านผลิตเสาขนาดใหญ่รอรับงาน (กรุงเทพธุรกิจ 25/1/53): ไพลอน เปิดแผนปีนี้ เตรียมเข้าร่วมประมูลงานเสาเข็มโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ขนาดมูลค่าโครงการ 400-500 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 800 ล้านบาท และคาดยื่นประมูลงานทั้งปีมีมูลค่ารวม 1.5-2 พันล้านบาท มั่นใจคว้างานได้ไม่ต่ำกว่า 20-25% ทุ่มงบลงทุน 50 ล้านบาทผลิตเสาเข็มขนาดใหญ่กว่าปกติเพื่อรับงานรถไฟฟ้า

AISแบไต๋แลกหุ้นTOT แลกบริหาร3จีทั่วไทย (ข่าวหุ้น 25/1/53): AIS แบไต๋ไม่หยุดแค่โรมมิ่ง อาสากุมคลื่น 1900 ทีโอที รับเปิด 3จีเองทั่วประเทศ พร้อมลงทุนให้ฟรีทั้งหมดไม่ต้องรอคลัง-ไอซีทีอนุมัติ "วิเชียร" พร้อมคุยทุกโมเดลทุกธุรกิจไม่เกี่ยวสัมปทาน 900 เดิม หากทีโอทีเปิดรับยินดีเขียนสัญญาใหม่ เปลี่ยนเป็นเช่าโครงข่ายคิดส่วนแบ่งรายได้สัมปทานใหม่หรือให้สิทธิถือหุ้นระบุไม่หวังคลื่น3จีกทช.แล้วปีนี้ปีหน้าก็ไม่เกิดแน่

PTTจับPTTARเพิ่มทุน ซื้อหุ้นไออาร์พีซี100% (ข่าวหุ้น 25/1/53): ปตท.เตรียมใช้ PTTAR เพิ่มทุน เพื่อซื้อหุ้น IRPC 100% เชื่อเป็นแนวทางดีสุด มั่นใจผู้ถือหุ้นไม่มีปัญหา เหตุคดีความเดิมไม่ติดมาบริษัทแม่แถมขาดทุน 1.8 หมื่นล้านบาท ที่ได้สิทธิลดหย่อนทางภาษี 5 ปีจะหมดลงทันที หากตั้งบริษัทใหม่

KSLบอร์ดไฟเขียวปันผล15สต. เพิ่มทุน320ล้านหุ้นพ่วงวอร์ฟรี (ข่าวหุ้น 25/1/53): KSL ประกาศจ่ายปันผล 0.15 บาท ปลอบใจผู้ถือหุ้น ก่อนเพิ่มทุน 320 ล้านหุ้น พ่วงแจกวอร์แรนต์ฟรีอายุ 3 ปีราคาใช้สิทธิ์ 10 บาท ลั่นใช้เงินลงทุนขยายโรงงานน้ำตาล-เอทานอล ขานรับความต้องการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

DELTA บุกซื้อโรงงานยุโรป กองทุนจ้องเก็บ-ปันผลสูง (ทันหุ้น 25/1/53): แม่ทัพใหญ่ค่าย DELTA "อนุสรณ์ มุทราอิศ" โชว์กึ๋นรุกเทกโอเวอร์โรงงานในยุโรปเพิ่ม 1 แห่งหลังสัญญาณชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รุ่งรับ 3G และ 4G คาดดีลจบกลางปีนี้ สบช่องเล็งทุ่มงบ 600 ล้านบาท ซื้อเครื่องจักรพ่วงรับพนักงานเพิ่ม 1,000 คน ขยายกำลังการผลิตรองรับ "รถไฮบริด" หลังดอดเจรจาค่ายจีเอ็มรับงานเพิ่ม ฟันธงปีนี้รายได้โตชัวร์ 40% หรือ 1,400 ล้านดอลลาร์เทียบปี 2552 ที่คาดทำได้ 900 ล้านดอลลาร์

BSMตั้งเป้ารายได้เติบโต20% ยอดขายอินเดีย-เวียดนามพุ่ง (ข่าวหุ้น 25/1/53): BSM ตั้งเป้ารายได้ปี 2553 เติบโต 20% ประมาณ 550 ล้านบาท เนื่องจากยอดขายต่างประเทศเพิ่มขึ้น 20-30%โดยเฉพาะอินเดีย-เวียดนาม เตรียมเปิดโรงงานเก็บสินค้าที่บางปูปลายเดือนก.พ.-ต้นเดือนมี.ค.นี้ แถมอัดงบกว่า 40 ล้านบาท ขยายโรงงานประกอบประตูหน้าต่างอีก 1 แห่ง รองรับออร์เดอรืที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

CPN ติดเครื่องลุยจีนกลางปีเปิดกรุรับทรัพย์ 4 สาขาใหม่ (ทันหุ้น 25/1/53): ผู้บริหาร CPN "นริศ เชยกลิ่น ส่งซิกการลงทุนศูนย์การค้าในจีนชัดเจนกลางปี หลังเจรจาพันธมิตรท้องถิ่นรุดหน้า ส่วนผลงานปีนี้อุบไต๋ เหตุรอชงบอร์ดอนุมัติก่อน แย้มเบื้องต้นรับทรัพย์เต็มที่จาก 4 ศูนย์การค้าใหม่ ที่เปิดในปีก่อน คาดชดเชยสาขาลาดพร้าวที่ปิดซ่อมบำรุงในเดือนเมษายนนี้ชัวร์

PRIN จ่อออกตั๋วบี/อีพันล้านตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 5 พันล้านบ. (ทันหุ้น 25/1/53): PRIN เตรียมออกตั๋วบี/อี วงเงิน 1 พันล้านบาท หลังยกเลิกออกหุ้นกู้ 150-200 ล้านบาท ผู้บริหาร "วีระ ศรีชนะชัยโชค" ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 5 พันล้านบาท จากปีก่อนคาดรายได้ 4.8 พันล้านบาท  พร้อมลุยเปิดโครงการใหม่ 10 โครงการมูลค่า 6 พันล้านบาท

AGEปรับเป้ารายได้โตเกิน20% หลังQ1/53ตุนออเดอร์ล้นมือ (ทันหุ้น 25/1/53): AGE ลั่นปีนี้ขอปรับเป้ารายได้โตมากกว่า 20% คาดกวาดรายได้ 2.2 พันล้านบาท หลังก่อนหน้านี้ตั้งเป้าไว้ที่ 20% แจงเหตุไตรมาส 1/2553 รับออเดอร์เต็มมือ เก็บได้เกินเป้าที่ตั้งไว้ 20% แล้ว แง้มปีนี้จ่อคำสั่งซื้อจากลูกค้าในกลุ่มอาเซียนคาดมูลค่าไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างการต่อรองราคา พร้อมเล็งลงทุนด้านลอจิสติกส์ 400-500 ล้านบาท

บทวิเคราะห์
  • AIT <26.75 บาท : ซื้อ> คาดกำไรไตรมาส 4/52 จะโดดเด่นมากกว่าประเมินก่อนหน้านี้ แนวโน้มกำไรปีนี้จะยังได้แรงหนุนเทเลคอมภาครัฐบาล (TOT + CAT)
คาดกำไรไตรมาส 4/52 จะโดดเด่น 88 ล้านบาท มากกว่าประเมินก่อนหน้านี้

บมจ. แอ็ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี (AIT) เราคาดกำไรไตรมาส 4/52 จะโดดเด่นอย่างมากถึง 88 ล้านบาท (กำไรต่อหุ้น 1.43 บาท) เพิ่มขึ้น 46% จากไตรมาสก่อน และ 82% จากปีก่อน มากกว่าที่เราประเมินเบื้องต้นไว้เท่ากับ 60-70 ล้านบาท เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2552 เนื่องจากการส่งมอบงาน ที่มากกว่าคาดก่อนหน้านี้ คือ มีการส่งมอบงานวางระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศในไตรมาส 4/52 สูงถึงประมาณ 1,150 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 60% จากไตรมาสก่อน และ 44% จากปีกอ่น โดยฐานลูกค้าหลักยังคงเป็น ทีโอที และ กสท ซึ่งเป็นการส่งมอบงานจาก Backlog ณ สิ้นไตรมาส 3/52 เท่ากับ 1,538 ล้านบาท และ ยังได้งานเพิ่มอีกระหว่างเดือน ต.ค. ถึง ธ.ค. ที่ผ่านมาอีกประมาณ 1,500-1,800 ล้านบาท สำหรับอัตรากำไรขั้นต้นคาดหมายจะอยู่ในระดับปกติเท่ากับ 22.5% เทียบกับ 22-23% ในไตรมาสก่อนและปีก่อน

งานในมือยังสูงถึง 2,000 ล้านบาท จะทำให้กำไรไตรมาสแรกโดดเด่นต่อ

เมื่อเร็วๆนี้ผู้บริหารของ AIT ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อระบุว่า บริษัทมีมูลค่างานในมือรอรับรู้รายได้ (Backlog) เหลือจากปีก่อนประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะทยอยรับรู้ในไตรมาส 1/53 จากผลดังกล่าวคาดจะช่วยหนุนให้กำไรของ AIT ในไตรมาส 1/53 ยังโดดเด่นต่อเนื่อง สำหรับแนวโน้มรวมในปี 2553 ผู้บริหารของ AIT ได้ตั้งเป้าหมายรายได้จากงานวางระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ จะเท่ากับ 4,000 ล้านบาท โดยในปีนี้งานภาครัฐจะมีการเปิดประมูลจำนวนมาก ทั้งกระทรวงไอซีที กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการ และงานรัฐวิสาหกิจอย่างบมจ.ทีโอที และ กสท. อย่างไรก็ตามประมาณการของเรายังเป็นแบบอนุรักษ์นิยม โดยประเมินยอดขายปี 2553 จะเท่ากับ 3,550 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการของผู้บริหารประเมินไว้ที่ 4,000 ล้านบาท และ ปรับลดลงจากปีก่อน 5% และ มีกำไรสุทธิเท่ากับ 276 ล้านบาท (กำไรต่อหุ้น 4.00 บาท) ปรับลดลงจากปีก่อน 7% เนื่องจากเรากังวลถึงปัจจัยเสี่ยงที่ โครงการ MSAN ของ ทีโอที เพื่อรองรับการขยายตลาดอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ได้มีการประมูลใหม่ทำให้มีความล่าช้าออกไป 6 เดือน

ซื้อขาย P/E ต่ำ คาดปันผลครึ่งปีหลัง 1.75บาท ปรับราคาเหมาะสมขึ้นอีกป็น 30 บาท

เราคาดจะมีการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานในงวดครึ่งปีหลังเท่ากับ 1.75 บาท หลังจากที่มีการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกเท่ากับ 1.25 บาท รวมเป็นเงินปันผลจ่ายสำหรับผลการดำเนินงานในปี 2553 เท่ากับ 3 บาท หรือ คิดเป็นเงินปันผลตอบแทนสูงถึง 11.2% ราคาหุ้น AIT ปัจจุบันที่ 26.75 บาท แม้ว่าจะปรับตัวสูงขึ้นถึง 191% จากจุดต่ำสุดในเดือน ธันวาคม 2551 แต่ก็ยังซื้อขาย P/E ปี 2553 ที่ต่ำเพียง 6.7 เท่า, EV/EBITDA 4.6 เท่า แม้ว่าประมาณการของเราจะเป็นแบบอนุรักษ์นิยมเพราะประเมินต่ำกว่าของผู้บริหารมาก ดังนั้น รวมแล้วเราคงคำแนะนำ ซื้อ โดยประเมินราคาเหมาะสมเท่ากับ 30 บาท บนฐาน P/E ปี 2553 ประมาณ 7.5 เท่า เพิ่มขึ้นจากเดิม 28 บาท เล็กน้อย

  • MAJOR <9.15 บาท : ทยอยสะสม> ผลประกอบการมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น
ปรับราคาเหมาะสมขึ้นเป็น 11.80 บาท

การมีภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่เข้าฉายหลายเรื่อง การปรับขึ้นค่าตั๋ว การฟื้นตัวของรายได้โฆษณา ทำให้เราปรับประมาณกำไรของ MAJOR สำหรับปี 2552 และ 2553 ขึ้น 4% และ 10% ตามลำดับ โดยประเมินกำไรปี 2552 เท่ากับ 301 ล้านบาท (0.34 บาท/หุ้น) ลดลง 52% yoy แต่คาดว่ากำไรปีนี้จะฟื้นตัวขึ้น 49% เป็น 449 ล้านบาท (0.50 บาท/หุ้น) ทั้งนี้ยังไม่รวมการโอน เมเจอร์ อเวนิว รัชโยธิน เข้ากองทุน MJLF ซึ่งอาจเกิดขึ้นในปีนี้ สำหรับราคาเหมาะสมของ MAJOR ซึ่งประเมินจากวิธี Sum-of-the-part ปรับขึ้นเป็น 11.80 บาท แนะนำ ทยอยสะสม

คาดกำไรไตรมาส 4/52 ฟื้นตัวจากรายได้โรงภาพยนตร์

เราคาดว่ากำไรไตรมาส 4/52 จะฟื้นตัวขึ้นจาก 43 ล้านบาทในไตรมาส 4/51 เป็น 138 ล้านบาทเนื่องจากภาพยนตร์หลายเรื่องทำรายได้สูง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง 2012 (ทำรายได้ 211 ล้านบาท), รถไฟฟ้ามาหานะเธอ (145 ล้านบาท), Avatar (140 ล้านบาทเฉพาะรายได้จนถึงสิ้นปี), The Twilight Saga : New Moon (90 ล้านบาท) และ แหยมยโสธร 2 (77 ล้านบาท) ประกอบกับมีการปรับขึ้นราคาตั๋วภาพยนตร์ 10-20 บาท อีกทั้งค่าตั๋วเรื่อง Avatar ในระบบ 3D และ Imax สูงว่าค่าตั๋วปกติทำให้คาดว่าค่าตั๋วเฉลี่ย (ATP) ของ MAJOR จะเพิ่มขึ้นจาก 129 บาทในไตรมาส 3/52 มาเป็น 135 บาทแม้ว่าจะมีการลดค่าตั๋วเหลือ 60 บาทในวันพุธ เราจึงคาดว่ารายได้จากการขายตั๋วภาพยนตร์จะเพิ่มขึ้น 27% yoy เป็น 760 ล้านบาท โดยรายได้จากการขายอาหารและเครื่องดื่มขยายตัวขึ้น 21% yoy เป็น 170 ล้านบาท ขณะที่รายได้โฆษณาคาดว่ายังต่ำกว่าไตรมาส 4/51 อยู่ 14% แต่มีสัญญาณการฟื้นตัวดีขึ้นโดยเติบโต 5% qoq รายได้ธุรกิจให้เช่าพื้นที่คาดว่าจะเติบโตถึง 70% yoy เป็น 158 ล้านบาทเนื่องจากคาดว่าจะมีการบันทึกรายได้สัญญาเช่าการเงิน (Finance lease) จากการเปิด เอสพลานาด งามวงศ์วาน-แคราย (เดิมเรียกว่า รัตนาธิเบศร์) 60 ล้านบาท (จากทั้งหมดประมาณ 100 ล้านบาท) นอกจากนั้นคาดว่าส่วนแบ่งจากบริษัทร่วมจะพลิกจากขาดทุนมาเป็นกำไร 31 ล้านบาทเนื่องจากรับรู้ขาดทุนจาก CAWOW เพียง 1 เดือนครึ่ง หลังจากลดสัดส่วนถือหุ้นลงเหลือ 19% ตั้งแต่ช่วงกลางเดือน พ.ย. อีกทั้ง SF มีการบันทึกกำไรพิเศษจากการขายโครงการเขาใหญ่

ภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่และการปรับค่าตั๋วผลักดันรายได้

ในปี 2553 ผลประกอบการจะฟื้นตัวขึ้นจากปี 2552 โดย MAJOR ยังคงเน้นการเติบโตของธุรกิจหลักคือ โรงภาพยนตร์ อาหารและเครื่องดื่ม และธุรกิจให้เช่าพื้นที่ โดยได้รับอานิสงส์จากหนังฟอร์มใหญ่หลายเรื่อง เช่น พระนเรศวร 3 และ 4, องค์บาก 3, Harry Potter and the Deathly Hallows : Part I, The Twilight Sage : Eclipse และ 32 ธันวา ขณะที่ยังได้ผลบวกจากการปรับขึ้นราคาตั๋วภาพยนตร์ อีกทั้งยังมีการรับรู้รายเต็มปีจาก เอสพลานาด วงศ์วาน-แคราย ซึ่งมีโรงภาพยนตร์ 16 โรง โบว์ลิ่ง 24 เลน ลานสเก็ตน้ำแข็ง และพื้นที่ให้เช่า 10,000 ตารางเมตรซึ่งมีอัตราเข้าเช่าประมาณ 80% โดยคาดว่า MAJOR จะบันทึกรายได้สัญญาเช่าการเงินส่วนที่เหลือจากปีก่อนอีกไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท

ธุรกิจโฆษณาและส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมฟื้นตัว

รายได้โฆษณาซึ่งเป็นธุรกิจที่มีอัตรกำไรสูงคาดว่าจะฟื้นตัวขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจและการที่ลูกค้าหลายรายกลับมาใช้งบโฆษณา หลังจากลดงบในปีที่ผ่านมา สำหรับธุรกิจโบว์ลิ่งนั้น MAJOR จะใช้นโยบายการขยายสาขาแบบระมัดระวังและปิดสาขาที่ไม่ทำกำไรโดยได้มีการปิดสาขาเสรีเซ็นเตอร์ 12 เลนและเปลี่ยนเป็นโรงภาพยนตร์แทน สำหรับ MPIC ซึ่งเปลี่ยนจากบริษัทร่วมมาเป็นบริษัทย่อยของ MAJOR ตั้งแต่กลางปี 2552 คาดว่าจะมีผลประกอบการดีขึ้นจากการปรับโครงสร้างธุรกิจและมีลิขสิทธิ์ของค่ายหลักๆ เช่น Disney, Sony, Paramount และ GTH (ไทย) ซึ่งถือลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูง เช่น Transformer, Terminator, 2012 และ รถไฟฟ้ามาหานะเธอ อีกทั้งบริษัทย่อยของ MPIC คือ M39 มีการผลิตภาพยนตร์เรื่อง 32 ธันวา ซึ่งทำรายได้กว่า 100 ล้านบาทแล้วในปัจจุบัน นอกจากนั้นคาดว่าส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมจะเติบโตอย่างโดดเด่นจาก 67 ล้านบาทเป็น 162 ล้านบาทจากการที่ไม่ต้องรับรู้ขาดทุนจาก CAWOW เป็นเวลาเต็มปีหลังจากลดสัดส่วนถือหุ้นจาก 37% เหลือ 19%

  • TVO <17.50 บาท : ซื้อลงทุน> คาดกำไรสุทธิปี 52 ที่ 1,621 ล้านบาท โต 116% แนวโน้มปี 53 สดใสจากกำลังการผลิตใหม่
กำไรสุทธิงวดไตรมาส 4/52 ที่ 298 ล้านบาท ลดลง 35% qoq จากต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้น

เราปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิงวดไตรมาส 4/52 ลง 33% เป็น 298 ล้านบาท (0.43 บาท/หุ้น) ลดลง 35% จากไตรมาสก่อน (qoq) เรายังคาดอีกด้วยว่าบริษัทจะมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 12 ล้านบาท ซึ่งหากไม่รวมรายการพิเศษนี้จะมีกำไรปกติที่ 286 ล้านบาท ลดลง 34% qoq กำไรอ่อนตัวต่อเนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น อีกทั้งไตรมาส 3 มีรายได้พิเศษจากบริษัทย่อยในประเทศจีนจำนวนเกือบ 60 ล้านบาท เราจึงคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะลดลงเหลือ 8.8% จากไตรมาสก่อนหน้าอยู่ที่ 12.2% เราคาดว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้น 7% qoq เป็น 5,927 ล้านบาท จากปริมาณการขายกากถั่วเหลืองที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นหากเป็นไปตามคาดการณ์จะได้ประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี 52 ที่ 1,621 ล้านบาท (2.33 บาท/หุ้น) เพิ่มขึ้น 116%

ปรับกำไรปกติปี 53 ขึ้นเป็น 1,688 ล้านบาท โต 85%

ในปี 2553 เราคาดการณ์ยอดขายจะเพิ่มขึ้น 12.5% เป็น 24,926 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 11.6% จะได้ประมาณการกำไรปกติปี 53 ปรับเพิ่มขึ้น 5% เป็น 1,688 ล้านบาท (2.42 บาท/หุ้น) โต 85% จากการเพิ่มกำลังการผลิตของโรงงานใหม่ซึ่งคาดว่าจะทดสอบเดินเครื่องในเดือน พ.ค. และคาดว่าจะเริ่มขายเชิงพาณิชย์ได้ในงวดไตรมาส 3 ด้วยกำลังการผลิตที่ 5,000 ตันถั่วเหลือง โดยบริษัทตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดจากกากถั่วเหลืองนำเข้า ส่วนน้ำมันถั่วเหลืองบริษัทจะขายให้กับโรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้นและส่งออกไปยังประเทศในเขต AFTA มากขึ้นด้วยเช่นกัน แนวโน้มงวดไตรมาส 1/53 คาดว่ากำไรจะมีพัฒนาการที่ดีกว่าไตรมาส 4 จากต้นทุนสต็อกถั่วเหลืองที่เริ่มลดลง ขณะที่ราคาขายน้ำมันถั่วเหลืองให้อุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น แม้ราคากากถั่วเหลืองจะทรงตัว ซึ่งรวมแล้วคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะดี

แนะนำ ซื้อลงทุน ราคาเหมาะสม fully dilute ที่ 21 บาท

เรายังคาดด้วยว่า TVO จะประกาศจ่ายเงินปันผลทั้งปีที่ 1.77 บาท/หุ้น ซึ่งจ่ายงวดครึ่งปีแรกแล้วที่ 0.95 บาท เราประเมินมูลค่าหุ้นโดยอิง Norm. PER ปี 53 ที่ 10 เท่า จะได้มูลค่าเหมาะสมหลังรวมการแปลงสภาพวอร์แรนท์ทั้งหมด (fullly dilute) ที่ 21 บาท ระยะสั้นราคาหุ้นจะถูกกดดันจากการปรับตัวลงของราคาถั่วเหลืองในตลาดโลกเพราะมีการปรับประมาณการผลผลิตเมล็ดถั่วเหลือง เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเรามองว่าเป็นโอกาสดีในการ เข้าลงทุน โดยราคาหุ้นปัจจุบันมีส่วนต่างจากราคาเหมาะสมของเราอยู่ 20% และยังให้อัตราเงินปันผลตอบแทนสูงถึง 10.1% ดังนั้นเราจึงแนะนำ ซื้อลงทุน สำหรับ TVO

สรุปคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 4/52 กลุ่มธนาคารและบริษัททั่วไป

สรุปผลคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 4/52

หุ้น

กำไรที่คาดไว้(ล้านบาท)

กำไรที่ประกาศ (ล้านบาท)

 

กำไร

 

คำแนะนำ

 

4Q09E

qoq

yoy

4Q09

3Q09

4Q08

07

08

09E

 

กลุ่มธุรกิจการเกษตร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

CPF*

2,236

(39%)

612%

-

3,636

314

1,007

3,046

9,806

ซื้อ

กลุ่มธนาคาร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

BAY

2,060

(5%)

144%

1,705

2,172

844

(3,992)

4,896

6,657

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

BBL

4,945

(2%)

(6%)

5,967

5,069

5,268

19,218

20,243

20,764

ซื้อ

KBANK

3,877

4%

39%

3,668

3,720

2,790

15,005

15,333

14,892

ซื้อ

KTB

2,551

(40%)

9%

2,548

4,250

2,332

6,407

12,272

12,020

ซื้อเก็งกำไร

SCB

4,907

(6%)

23%

4,780

5,198

3,983

17,356

21,414

20,760

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

กลุ่มวัสดุก่อสร้าง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

BSBM

65

306%

n.a.

-

16

(213)

161

124

107

ซื้อ

DCC

232

(3%)

76%

-

240

132

578

666

995

ซื้อ

SCC

5,600

(20%)

n.a.

-

6,988

(3,480)

30,352

16,771

24,613

ซื้อ

TSTH (3Q10F)

75

(68%)

n.a.

-

238

(2,266)

2,701

81

496

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

กลุ่มสื่อสาร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

AIT

88

47%

83%

-

60

48

94

211

297

ซื้อ

DTAC*

1,952

19%

59%

-

1,636

1,224

5,859

7,568

6,444

ทยอยสะสม

SAMART

122

(12%)

n.a.

-

139

(61)

574

262

427

ซื้อ

กลุ่มพลังงาน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

PTTAR

1,608

(6%)

n.a.

-

1,708

(10,654)

18,018

(8,465)

9,272

ซื้อเก็งกำไร

PTTEP

6,018

14%

(11%)

-

5,259

6,789

28,455

41,675

23,519

ซื้อ

TOP

1,820

(8%)

n.a.

-

1,978

(8,394)

19,118

224

12,270

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

MAJOR*

138

100%

106%

-

69

67

597

496

304

ทยอยสะสม

MCOT

360

3%

19%

-

349

302

1,111

1,228

1,349

ซื้อเก็งกำไร

กลุ่มอิเล็คโทรนิคส์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

KCE*

127

19%

n.a.

-

107

(187)

208

(186)

55

ซื้อ

SMT

80

8%

129%

-

74

35

98

201

268

ทยอยสะสม

กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

TVO*

283

(34%)

n.a.

-

431

(288)

1,283

1,327

913

ซื้อลงทุน

กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

AP

587

73%

9%

-

339

538

899

1,638

1,758

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

MK

125

(7%)

(7%)

-

135

135

332

404

536

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

PS

1,670

157%

91%

-

651

875

1,302

2,373

3,648

ซื้อเก็งกำไร

SPALI

615

5%

186%

-

587

215

816

1,069

2,430

ซื้อ

กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

AOT*

822

n.a.

24%

-

(649)

661

(1,716)

4,642

949

ซื้อลงทุน

BECL

375

(22%)

(24%)

-

482

495

1,407

1,444

1,738

ถือ

PSL

541

(23%)

(56%)

-

703

1,227

4,156

4,939

3,172

ซื้อลงทุน

*กำไรปกติ

NVDR Trading Data by Stock

Top 20 Net BUY (22/01/10)

 

Value (Btmn)

 

Buy

Sell

Total

Net

KBANK

187.25

26.49

213.73

160.76

PTT

148.13

9.72

157.84

138.41

PSL

67.44

19.69

87.13

47.75

BBL

151.26

108.89

260.15

42.37

BEC

29.39

0.37

29.76

29.01

EGCO

31.22

2.23

33.44

28.99

LPN

32.48

4.68

37.16

27.81

DTAC

24.09

2.33

26.42

21.76

TMB

73.03

52.14

125.17

20.88

ADVANC

75.49

56.99

132.48

18.50

PTTAR

30.73

14.34

45.07

16.39

PTTCH

17.44

2.90

20.34

14.55

BLA

41.20

30.64

71.84

10.56

SCCC

9.97

0.49

10.46

9.48

BH

9.36

0.28

9.64

9.07

QH

9.02

1.36

10.38

7.65

CPF

13.12

5.93

19.04

7.19

PS

5.40

0.96

6.36

4.44

INOX

4.81

0.55

5.36

4.26

KYE

3.79

0.10

3.89

3.69

Top 20 Net SELL (22/01/10)

 

Value (Btmn)

 

Buy

Sell

Total

Net

AP

5.55

141.52

147.07

-135.97

SCB

78.70

198.21

276.91

-119.51

BANPU

293.91

391.90

685.81

-97.99

TOP

23.34

105.53

128.87

-82.20

SCIB

9.67

55.99

65.66

-46.31

SCC

13.80

41.52

55.31

-27.72

TTA

24.62

44.38

69.01

-19.76

KTB

2.01

21.12

23.13

-19.11

BAY

24.50

42.74

67.24

-18.24

LH

37.63

54.90

92.53

-17.28

GOLD

0.55

8.98

9.52

-8.43

TISCO

1.98

8.36

10.34

-6.38

KEST

0.37

4.71

5.08

-4.34

BIGC

0.01

4.26

4.28

-4.25

ROBINS

-

4.10

4.10

-4.10

AOT

5.59

8.81

14.41

-3.22

TICON

0.04

2.48

2.52

-2.43

KK-W4

1.11

3.29

4.40

-2.17

MBK

-

2.15

2.15

-2.15

LANNA

0.50

2.46

2.96

-1.97

Top 20 Most Active (22/01/10)

 

Value (Btmn)

 

Buy

Sell

Total

Net

BANPU

293.91

391.90

685.81

-97.99

SCB

78.70

198.21

276.91

-119.51

BBL

151.26

108.89

260.15

42.37

KBANK

187.25

26.49

213.73

160.76

PTT

148.13

9.72

157.84

138.41

AP

5.55

141.52

147.07

-135.97

ADVANC

75.49

56.99

132.48

18.50

TOP

23.34

105.53

128.87

-82.20

TMB

73.03

52.14

125.17

20.88

AEONTS

62.00

62.82

124.82

-0.82

LH

37.63

54.90

92.53

-17.28

PSL

67.44

19.69

87.13

47.75

BLA

41.20

30.64

71.84

10.56

TTA

24.62

44.38

69.01

-19.76

BAY

24.50

42.74

67.24

-18.24

SCIB

9.67

55.99

65.66

-46.31

SCC

13.80

41.52

55.31

-27.72

PTTEP

28.13

26.47

54.60

1.66

PTTAR

30.73

14.34

45.07

16.39

LPN

32.48

4.68

37.16

27.81

คำชี้แจง : ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ของ บมจ. หลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) มี 2 ทีม คือ ฝ่ายวิจัย สำหรับนักลงทุนในประเทศ (KELIVE Research) และ ฝ่ายวิจัยนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ (Kim Eng Research) อันมีเหตุผลมาจากลักษณะที่แตกต่างในด้าน ลักษณะผู้ลงทุน วัตถุประสงค์ และ กลยุทธ์ ทำให้คำแนะนำ และ/หรือ ราคาเป้าหมายอาจมีความแตกต่างกัน โดย KELIVE Research มีวัตถุประสงค์ที่จะทำบทวิเคราะห์เพื่อสนับสนุนข้อมูลการลงทุนแก่นักลงทุนในประเทศ ( ท่านสามารถดูรายละเอียดได้จาก http://kelive2.kimeng.co.th )ในขณะที่ Kim Eng Research สำหรับนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ ( ท่านสามารถดูรายละเอียดได้จาก www.kimengresearch.com.sg). ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่นักลงทุนจะต้องอ่าน และทำความเข้าใจ สมมติฐาน และ พื้นฐานของคำแนะนำ ของแต่ละงานวิจัย

เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลที่ บมจ. หลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เห็นว่าน่าเชื่อถือประกอบกับทัศนะส่วนตัวของผู้จัดทำ ซึ่งมิได้หมายถึงความถูกต้องหรือสมบูรณ์ของข้อมูลดังกล่าวแต่อย่างใด และเอกสารนี้ได้จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการลงทุนเท่านั้น มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะชักชวนหรือชี้นำการซื้อขายหลักทรัพย์ใดโดยเฉพาะหรือเป็นการทั่วไปแต่อย่างใด นักลงทุนพึงใช้ข้อมูลในเอกสารนี้ประกอบกับข้อมูลและความเห็นอื่น ๆ และวิจารณญาณของตนในการตัดสินใจการลงทุนให้เหมาะสมแก่กรณี ทั้งนี้ความเห็นที่แสดงอยู่ในเอกสารนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้จัดทำ บมจ. หลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ตลอดจนผู้บริหารและพนักงานของบริษัทไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องกับความเห็นที่แสดงอยู่ในเอกสารนี้ด้วยแต่อย่างใด