»ค้นหาแบบมีเงื่อนไข
Sign In
 
Thailand | Singapore | Malaysia
     
วิเคราะห์ภาพรวม กระแสข่าว/กลยุทธ์
 

By จอร์จ ฮิบส์/มยุรี โชวิกรานต์ /กิติชาญ ศิริสุขอาชา     
27 Jan 9:05AM : กระแสข่าว/กลยุทธ์ (27/01/53)

Kim Eng Securities (Thailand) Ltd.
 

ประเมินแนวโน้มตลาด/กลยุทธ์การลงทุน/บทวิเคราะห์

ประเมินแนวโน้มตลาด

แม้เมื่อวานนี้ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลง 8.73 จุด และสามารถยืนเหนือระดับ 700 จุดได้ แต่เรามองว่าโอกาสในการฟื้นตัวของดัชนีในวันนี้ค่อนข้างจำกัด เพราะคาดว่านักลงทุนจะยังเป็นกังวลเกี่ยวกับข่าวเชิงลบจากต่างประเทศ และปัญหาการเมืองในประเทศที่เริ่มร้อนแรงขึ้นเป็นลำดับ อย่างไรก็ตามนักลงทุนอาจหาจังหวะทยอยสะสมหุ้นเมื่ออ่อนตัวโดยเลือกเฟ้นหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานดี แต่ราคาหุ้นปรับตัวลงแรงเกินปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งได้แก่ BAY, PTTEP, และ STANLY

  • นักลงทุนสถาบันในประเทศกลับมาซื้อสะสมอีกครั้ง แต่นักลงทุนต่างประเทศยังคงขายสุทธิต่อ: แม้ภาวะตลาดจะค่อนข้างผันผวนในขณะนี้ แต่เรารู้สึกใจชื้นที่เห็นมูลค่าการซื้อขายโดยรวมยังอยู่ในระดับสูงกว่า 18,261 ล้านบาท ซึ่งบ่งชี้ว่ายังมีนักลงทุนที่เต็มใจทยอยสะสมหุ้นในช่วงการปรับตัวลงของตลาดรอบบ่าย และช่วงท้ายตลาด เราพบว่านักลงทุนสถาบันในประเทศเริ่มกลับมาซื้อสุทธิอีกครั้งวานนี้ โดยมียอดซื้อสุทธิ 410 ล้านบาท อย่างไรก็ตามนักลงทุนต่างประเทศยังคงขายสุทธิกว่า 1,721 ล้านบาท
  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบเล็กน้อย หลังมีแรงขายช่วงท้ายตลาด: ในช่วงเปิดตลาดภาคเช้า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นตอบรับตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนมกราคมที่ออกมาดีกว่าตลาดคาด โดยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่สาม อย่างไรก็ตามปัจจัยบวกดังกล่าวไม่มีพลังมากพอที่จะทำให้นักลงทุนตัดสินใจถือหุ้นต่อ เนื่องจากนักลงทุนยังคงรอดูความชัดเจนเรื่องการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ เพื่อกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย, เรื่องการแต่งตั้งให้นาย Ben Bernanke ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ อีกสมัย, และการกล่าวสุนทรพจน์ของประธานาธิบดี่สหรัฐฯ ก่อนการประชุมสภาครองเกส นอกจากนี้นักลงทุนยังมีความกังวลกับรายละเอียดในการควบคุมธุรกรรมการลงทุนของสถาบันการเงินในสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อหุ้นในกลุ่มสถาบันการเงินด้วย เราพบว่าดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลง 2.57 จุด หรือ 0.03% ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปรับตัวลง 0.42% และ 0.32% ตามลำดับ
  • ค่าเงิน US dollar แข็งค่าต่อ: จากภาวะความไม่แน่นอนในสหรัฐฯ และประเทศต่างๆ ทั่วโลกทำให้ค่าเงิน US dollar ซึ่งสินทรัพย์ปลอดภัยในสายตาของนักลงทุน แข็งค่าขึ้นต่อ โดยค่าเงิน US dollar เทียบปอนด์ และยูโรแข็งค่าขึ้น ขณะที่ค่าเงิน US dollar เทียบเยนอ่อนตัวลงเล็กน้อย เราพบว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์เคลื่อนไหวในทิศทางที่ไม่สอดคล้องกัน โดยราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าปรับตัวลง 0.10 เหรียญสหรัฐฯ เป็น 74.61 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาทองคำล่วงหน้าปรับตัวขึ้น 3.20 เหรียญสหรัฐฯ เป็น 1,100.00 เหรียญสหรัฐฯ ต่อออนซ์
  • รัฐบาลยังมีช่องว่างพอสมควรที่จะใช้นโยบายขาดดุลการคลัง: เรารู้สึกดีใจมากที่ได้เห็นความคืบหน้าเรื่อง พรบ. งบประมาณประจำปี 2553/54 โดยคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบในร่าง พรบ.งบประมาณประจำปีวงเงิน 2.05 ล้านล้านบาท โดยคาดว่าจะเป็นการขาดดุลงบประมาณทั้งสิ้น 4 แสนล้านบาท เราพบว่ามีนักวิชาการหลายฝ่ายที่เห็นแย้งกับการจัดทำนโยบายขาดดุลทางการคลัง เนื่องจากเห็นว่าไม่มีความจำเป็น และอาจทำให้ประเทศไทยถูกลดอันดับเครดิตลงเช่นเดียวกับประเทศในตะวันออกกลาง และยุโรป อย่างไรก็ตามเราเชื่อว่าประเทศไทยไม่ได้มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ง่อนแง่นเช่นเดียวกับประเทศเหล่านั้น และท้ายที่สุดเราคาดว่ารายรับรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงอาจไม่ขาดดุลมากอย่างที่รัฐบาลคาดการณ์ เนื่องจากมีความเป็นไปได้มากที่การเบิกจ่ายจะมีความล่าช้า

แนวการลงทุน:

เราคงสัดส่วนการถือครองหุ้นที่ระดับ 70%

สัดส่วนลงทุน:

  • หุ้น = 70%
  • เงินสด = 30%

หุ้นแนะนำ

กลุ่มพลังงาน : PTT, PTTEP, BANPU, PTTAR, IRPC

กลุ่มธนาคารพาณิชย์ : BBL, KBANK, SCB, KTB

กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ : SPALI, AP, LPN, QH

กลุ่มวัสดุก่อสร้าง : SCC, TASCO, DCC

กลุ่มสื่อสาร : ADVANC, DTAC

กลุ่มอิเล็คโทรนิคส์ : SMT, HANA

กลุ่มเดินเรือ : TTA

กลุ่มอื่นๆ : CPF, TPC, KSL, TVO, PDI  

กลยุทธ์หุ้น

BAY : ราคาหุ้นลงมาสะท้อนผลประกอบการไตรมาส 4/52 ที่ออกมาต่ำกว่าคาดแล้ว

หลังจากที่รายงานผลประกอบการปี 2552 ต่ำกว่าที่คาด ราคาหุ้นก็ปรับลดลงมา 4% ซึ่งเชื่อว่าได้ตอบรับปัจจัยลบดังกล่าวไปแล้ว หลังการเข้าซื้อกิจการ GEMT โดยสมบูรณ์ เราคาดว่า BAY จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำกลุ่ม Retail Banking ตามที่วางเป้าหมายไว้ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดในกลุ่มสินเชื่อรายย่อยอาทิเช่น บัตรเครดิต สินเชื่อเช่าซื้อ และสินเชื่อบุคคล ส่งผลให้ผลประกอบการปี 53 ของ BAY มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง และนับจากนี้ ธนาคารจะหันมาเน้นการเติบโตแบบ Organic Growth มากขึ้น เบื้องต้นเราประเมินการขยายตัวของสินเชื่อปี 53 ไว้ที่ 6% พร้อมประเมินกำไรสุทธิปี 53 ไว้ที่ 8,616 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.4%yoy แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 23.60 บาท

PTTEP : ราคาลงมาเกินกว่าราคาน้ำมันที่ปรับฐานลงมาแล้ว

ราคาหุ้นของบริษัทที่ลดลงมา 11% ในช่วง 3 สัปดาห์ได้ปรับลดลงเกินกว่าราคาน้ำมันดิบในช่วงเดียวกันที่ปรับลดลงเพียง 10% ในขณะที่ราคาน้ำมันเริ่มยืนสร้างฐานราคาที่ 74 เหรียญ/บาร์เรลได้ ทำให้เราประเมินว่าราคาหุ้นของบริษัทมีความเสี่ยงขาลงที่จำกัดเช่นกัน เราเห็นว่าราคาหุ้นที่ปรับลงมาเป็นโอกาสดีในการลงทุนเนื่องจากเราคาดว่าผลกำไรของบริษัท ในปีนี้จะเติบโตสูงกว่าปีก่อนในทุกไตรมาสและจะมีกำไรเติบโตสูงถึง 74% yoy เป็น 40,814 ล้านบาทหรือ 12.34 บาท/หุ้น เติบโตสูงสุดในกลุ่มพลังงาน จากปริมาณและราคาจำหน่ายปิโตรเลียมที่เพิ่มขึ้น ราคาหุ้นปัจจุบันมี upside 47% จากราคาเป้าหมายของเราที่ 195 บาท แนะนำ ซื้อ

STANLY : กำไรไตรมาส 3/53 ฟื้นตัวโดดเด่นและจะดีต่อในไตรมาส 4/53

 

 

บริษัทประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/53 (ต.ค. - ธ.ค. 52) มีการฟื้นตัวที่โดดเด่น โดยมีกำไรสุทธิสูงถึง 286 ล้านบาท (กำไรต่อหุ้น 3.74 บาท) พุ่งขึ้นจากไตรมาสก่อนถึง 37% และ ปีก่อน 17% มากกว่าที่เราประเมินไว้เท่ากับ 250-280 ล้านบาท เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 52 แนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 4/53 หรือ งวด ม.ค. - มี.ค. 53 คาดจะได้แรงหนุนจากการส่งมอบไฟหน้าไฟท้ายมากขึ้นให้รถ Model ใหม่อย่าง Mazda 2 ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก และ จะมีการส่งมอบรถเป็นจำนวนที่มากขึ้นในไตรมาสนี้ เราประเมินยอดขายปี 2554 เท่ากับ 8,150 ล้านบาท เติบโต 15% นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และ ลดของเสีย จะช่วยหนุนอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้น จะทำให้กำไรโดดเด่นถึง 1,134 ล้านบาท (กำไรต่อหุ้น 14.81 บาท) แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 145 บาท

ปฏิทินเศรษฐกิจ

U.S. economic data this week

 

Releases

Period

Unit

Actual

Est.

Prior

Jan-25

Existing Home Sales

DEC

mn

 5.45

6.00

6.54

 

Existing Home Sales

DEC

MoM

-16.7%

-8.30%

7.40%

Jan-26

S&P/CaseShiller Home Price

NOV

Index

138.78 

-

146.58

  

S&P/CS Composite-20

NOV

YoY

 -5.32%

-5.00%

-7.28%

  

Consumer Confidence

JAN

Index

 55.9

53.5

52.9

  

House Price Index

NOV

MoM

 0.7%

0.1%

0.60%

Jan-27

New Home Sales

DEC

,000

 

370

355

  

New Home Sales

DEC

MoM

 

4.20%

-11.30%

  

FOMC Rate Decision

Jan-28

%

 

0.25%

0.25%

  

Crude inventories

Jan-22

mn

 

 

-0.471

Jan-28

Durable Goods Orders

DEC

MoM

 

2.00%

0.20%

 

Initial Jobless Claims

Jan-24

,000

 

452

482

 

Continuing Claims

Jan-17

,000

 

4600

4599

Jan-29

GDP QoQ (Annualized)

4Q A

YoY

 

4.50%

2.20%

  

GDP Price Index

4Q A

YoY

 

1.30%

0.40%

   

Employment Cost Index

4Q

MoM

 

0.40%

0.40%

  

Chicago Purchasing Manager

JAN

Index

 

57

60

  

U. of Michigan Confidence

JAN F

Index

 

73

72.8

Source: Bloomberg.com

สรุปข่าว
TOPแบไต๋ซื้อโรงกลั่นอีกแห่ง รับน้ำมัน-อะโรเมติกส์ขาขึ้น พร้อมเล็งถือหุ้นไอพีพี (ข่าวหุ้น 27/1/53) : TOP มีแผนเข้าซื้อกิจการโรงกลั่นในประเทศ ขนาดกำลังผลิต 1-1.5 แสนบาร์เรลต่อวันพร้อมเล็งเข้าถือหุ้นไอพีพี "สุรงค์"มั่นใจขยายฐานการดำเนินงาน หนุนรายได้เติบโต แต่ยังไม่ได้เจรจาพันธมิตรขณะนี้ ส่วนเทรนราคาน้ำมันและอะโรเมติกส์ยังขาขึ้น ดีมานด์จากจีนเพิ่ม

"ทีพีซี" กำไรวูบ 15% พิษศก.ฉุดมาร์จินหด (กรุงเทพธุรกิจ 27/1/53) : "ทีพีซี" กำไรปี 2552 วูบ 15% เหตุราคาผลิตภัณฑ์พีวีซี อีซีดี และเอทธิลีน หดตัวถ้วนหน้า กดส่วนต่างราคาดิ่ง 209 ดอลลาร์ต่อตัน เหตุได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจโลกทรุด ไม่หวั่นกำไรลด ประกาศจ่ายปันผลเพิ่มอีกหุ้นละ 0.65 บาท มีผล 22 เม.ย.นี้

TMB วางกรอบลดหนี้เน่า-จ้องตัดขายดัน ROE แตะ 14% ใน 5 ปี (ผู้จัดการรายวัน 27/1/53) : ทหารไทยวางกรอบลดเอ็นพีแอลปีนี้ให้เหลือตัวเลขหลักเดียวจากสิ้นปี 52 อยู่ที่ 11% ระบุจะใช้ทั้งวิธีการปรับโครงสร้างภายในองค์กร และรอจังหวะขายออกพร้อมจะปั้น ROE เพิ่มเป็น 14% ในปี 57 จากปัจจุบันอยู่ที่ 4% กระตุ้นยอดกำไรปีนี้โตกว่าปีก่อน

แขวน SP หลักทรัพย์ GSTEEL-GJS พบผิดปกติกระทบประโยชน์ผู้ถือหุ้น (ผู้จัดการรายวัน 27/1/53) : ตลาดหลักทรัพย์แขวน SP หลักทรัพย์ จี สตีลและ จี เจ สตีล วานนี้หลังพบเหตุผิดปกติในงบการเงินไตรมาส 3 ปี 52 จากความเห็นของผู้สอบบัญชี กระทบสิทธิประโยชน์ ผู้ถือหุ้น หวังให้นักลงทุนรับทราบข้อมูลและพิจารณารายงานผู้สอบบัญชีประกอบตัวเลขงบ ก่อนให้เทรดปกติ 27 ม.ค. นี้ และยังแขวน NP จนกว่าจะนำส่งงบฉบับแก้ไข

SCB เจาะกลุ่มรายใหญ่ดันสินเชื่อโต 2 เท่าจีดีพี (ผู้จัดการรายวัน 27/1/53) : "ไทยพาณิชย์" เปิดแผนปี 53 ลั่นดันสินเชื่อโตเป็น 2 เท่าของจีดีพีที่ 7-10% เน้นปล่อยกู้รายใหญ่ตั้งเป้าโต 11-14% ยันกรณีปัญหามาบตาพุดจิ๊บจ๊อย พร้อมเข็นบริษัทในเครือ "บล.-บลจ." เร่งขยายธุรกิจเพิ่มรายได้ และคุมเอ็นพีแอลให้อยู่ไม่เกิน 3.9%

ซีพีเอ็นเล็งขึ้นค่าเช่า 30% ปิด "ลาดพร้าว" ยอดเกลี้ยง (ไทยโพสต์ 27/1/53) : ซีพีเอ็นหวั่นปิดสาขาลาดพร้าว 6 เดือน รายได้วูบเหลือ 1 หลัก วางแผนขึ้นค่าเช่า 30% อัดงบ 700 ล้าน ผนึกพันธมิตรลุยงานอีเวนต์กว่า 1,000 งาน ดันรายได้สิ้นปีโต 2 หลักล่าสุดเท 100 ล้านจัดตรุษจีนหวังรายได้เพิ่ม 25-30%

เอไอเอสสะอื้นดีแทคจ่อเปิด 3จี ทั่วกรุง กสทฯเล็งให้ใช้'เอชเอสพีเอ'ทีโอทีถกดีลเอไอเอสสิ้นเดือน (โพสต์ทูเดย์ 27/1/53) : กสทฯ ไฟเขียวดีแทค เปิดเอชเอสพีเอ ฟรีทั่วกรุงลุ้นคณะกรรมการมาตรา 22 เคาะให้บริการเชิงพาณิชย์ นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสทโทรคมนาคม เปิดเผยว่า กสทฯพร้อมอนุญาตให้บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค เปิดให้บริการ 3จี บนคลื่นความถี่เดิมหรือ เอชเอสพีเอ ได้ทั่วกทม. ตามที่ดีแทค ได้ยื่นขอมา ซึ่งจะเป็นการให้บริการฟรี หลังจากได้ทดลองไปในบางพื้นที่ เช่น สยาม จามจุรี สแควร์และมาบุญครอง

กองทุนยันขายSCIB 1กุมภานี้รอบสุดท้าย คาด30-38บ. มูดี้ส์เพิ่มเครดิตแบงก์ (ข่าวหุ้น 27/1/53) : กองทุนฟื้นฟูฯระบุ 1 กุมภาพันธ์นี้จะเป็นวันเสนอราคาซื้อหุ้น "นครหลวงไทย"(SCIB)เป็นครั้งสุดท้าย หลังจากต้องเลื่อนมาจากเมื่อวันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมาด้วยเหตุผลมีข้อติดขัดในบางส่วน ย้ำ ราคา แผนธุรกิจ และแหล่งที่มาของเงินทุนจะเป็นกุญแจสำคัญในการพิจารณาวงในประสานเสียงโบรกฯ ราคาเสนอซื้อไม่ต่ำกว่า 30 บาท แต่สูงสุดไม่เกิน 38 บาท ด้าน "มูดี้ส์" เพิ่มแนวโน้มเครดิตธนาคารของไทยจาก "เชิงลบ" สู่ "มีเสถียรภาพ"

SCCกระดาษโต224% Q4กำไร5.8พันล้าน (ข่าวหุ้น 27/1/53) : "ปูนใหญ่" โชว์กำไรสุทธิไตรมาส 4/52 เชื่อแตะ 5.8 พันล้านบาท พลิกจากขาดทุน 3.5พันล้านบาท เนื่องจากไม่มีขาดทุนสินค้าคงคลัง อานิสงส์รายได้กระดาษโต 223% ดันผลประกอบการเด้ง ด้านธุรกิจซีเมนต์ปรับตัวเพิ่มขึ้น มองดีมานด์ยอดขายปูนในประเทศ เพิ่มขึ้น 10%

PFปีนี้เห็น1.2หมื่นล้าน เปิดใหม่10โครงการ (ข่าวหุ้น 27/1/53) : PF ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 1.1-1.2 หมื่นล้านบาท โตกว่า 70% จากปีก่อนทำได้ 7 พันล้านบาท เหตุเปิดโครงการใหม่เพิ่มขึ้น 10 โครงการ มูลค่ากว่าหมื่นล้านบาทเน้นเจาะตลาดราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ส่วนรายได้ปีนี้ตั้งเป้าต่ำกว่ายอดขาย 10-20%

บทวิเคราะห์
  • DCC <29.75 บาท : ซื้อ> กำไรไตรมาสสี่โดดเด่นต่อ คาดปันผลไตรมาสสี่ 0.54 บาท ปี 2553 ยังเติบโตสูง และจะปันผลเกือบ 100 %ของกำไร หรือ 3 บาทต่อหุ้น
กำไรไตรมาสสี่ 232 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 77% รวมปี 2552 ใกล้ 1,000 ล้านบาท

บมจ. ไดนาสตี้เซรามิค (DCC) ประกาศผลประกอบการในไตรมาส 4/52 ยังโดดเด่น โดยมีกำไรสุทธิสูงถึง 232 ล้านบาท (กำไรต่อหุ้น 0.57 บาท) ชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนเล็กน้อย 3% เนื่องจากต้นทุนก๊าซที่สูงขึ้น ในขณะที่กำไรเติบโตจากปีก่อนถึง 77% กำไรที่โดดเด่นดังกล่าวเนื่องจากได้แรงหนุนจากยอดขายในไตรมาส 4/52 ยังสูงถึง 1,430 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสก่อน และ 25% จากปีก่อน จากการขยายตัวของตลาดต่างจังหวัดยังสูงโดยเฉพาะในภาคเหนือและอีสาน อัตรากำไรขั้นต้นยังอยู่ในระดับสูงเท่ากับ 41.9% เนื่องจากการผลิตเต็มกำลังการผลิต ดีขึ้นมากจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 36.1% แต่ชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนเล็กน้อยซึ่งเท่ากับ 43.5% จากต้นทุนก๊าซที่สูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 263 ล้านบาท ทรงตัวจากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 27% ตามยอดขายที่เพิ่มขึ้น ภาระดอกเบี้ยจ่ายเกือบเท่ากับศูนย์เนื่องจากในปัจจุบันหนี้เงินกู้เหลือเพียง 2 ล้านบาท จากปีก่อน 816 ล้านบาท รวมแล้ว ปี 2552 กำไรได้พุ่งขึ้นมาเกือบถึงระดับหนึ่งพันล้านบาทเป็นครั้งแรกคือ เท่ากับ 996 ล้านบาท พุ่งขึ้น 50%

แนวโน้มปี 2553 จะโตสูงจากกำลังการผลิตใหม่ และ การประหยัดจากขนาด

ปี 2553 แนวโน้มยอดขายของ DCC จะโตอีก 15% โดยจะมีกำลังการผลิตใหม่เข้ามาหนุนคือ ต้นปี 2553 เท่ากับ 3.6 ล้านตรม. ต่อปี และ กลางปีอีก 3.6 ล้านตรม. ต่อปี รวมเป็น 55.2 ล้านตรม./ปี รองรับการขยายตัวของตลาดต่างจังหวัดยังสูง และ ผลบวกจากโครงการไทยเข้มแข็ง จะมีการขยายตลาดนัดกระเบื้องอีก 10 แห่ง จากปัจจุบัน 195 แห่ง การผลิตปริมาณมากดังกล่าวจะทำให้อัตรากำไรขั้นต้นปี 53 ดีขึ้นเป็น 48% จากเฉลี่ยปี 2552 เท่ากับ 42.5% และ ปี 2551 ที่ 38.5% นอกจากนี้ DCC กำลังพิจารณาปรับราคาขายเพิ่มขึ้น จากการผลิตในปัจจุบันได้ขึ้นมาเต็มกำลังการผลิต คาดจะช่วยหนุนอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นมาอีก ดังนั้นปี 2553 เราประเมินยอดขายจะขยายตัวต่ออีก 15% เป็น 6,783 ล้านบาท และ มีกำไรสุทธิเท่ากับ 1,284 บาท (กำไรต่อหุ้น 3.15 บาท) เพิ่มขึ้น 29%

คาดปันผลกำไรไตรมาสสี่เท่ากับ 0.54 บาท และ ปี 2553 เท่ากับ 3 บาท

DCC เป็นหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลเสม่ำเสมอทุกไตรมาส และ มีนโยบายจะจ่ายเพิ่มเป็นเกือบ 100% ของกำไร เนื่องจากปัจจุบันบริษัทฯแทบไม่มีภาระหนี้เงินกู้ จากตัวเลขกำไรต่อหุ้นไตรมาส 4/52 เท่ากับ 0.57 บาท เราประเมิน DCC จะมีการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 4/52 เท่ากับ 0.54 บาท และ เราคาดจะจ่ายเงินปันผลสำหรับกำไรในปี 2553 เท่ากับ 3 บาท หรือ คิดเป็นเงินปันผลตอบแทนสูงถึง 10.1% ราคาหุ้นปัจจุบันที่ 29.75 บาท ได้วิ่งขึ้นมาถึง 197% จากราคาประมาณ 10 บาท ในต้นปี 2552 แม้ในปีนี้ราคาหุ้นคาดจะไม่วิ่งแรงเหมือนปีก่อน แต่ระดับเงินปันผล 10.1% เรามองว่ายังน่าสนใจ ดังนั้น เราจึงแนะนำ ซื้อ ลงทุนในลักษณะรับปันผล โดยประเมินราคาเหมาะสมเท่ากับ 32 บาท บนฐาน P/E ปี 2553 เท่ากับ 10 เท่า

  • TPC <18.30 บาท : ซื้อ> ไตรมาส 4/52 พลิกขาดทุนเป็นกำไร 256 ล้านบาท
รายงานกำไรปี 2552 ที่ 1,866 ล้านบาท ลดลง 16% yoy ต่ำกว่าคาด

บริษัทรายงานผลประกอบการไตรมาส 4/52 ออกมามีกำไรสุทธิ 256 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.29 บาท ลดลง 52% qoq แต่พลิกจากขาดทุน 384 ล้านบาทในไตรมาส 4/51 (ซึ่งเป็นผลมาจากการตีมูลค่าสินค้าคงเหลือลดลง) ปัจจัยที่ทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อน เป็นผลมาจาก spread margin ระหว่าง PVC กับเอทิลีน ที่ลดลง 12% qoq เป็น 325 เหรียญ/ตัน จากราคาเอทิลีนที่ปรับขึ้นเร็วกว่าราคา PVC, ราคาโซดาไฟที่ลดลงและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น 10% แม้ว่า spread margin ของ PVC - EDC (Ethylene Dichloride) จะปรับตัวดีขึ้น 14% จากเฉลี่ย 424 เหรียญ/ตันในไตรมาส 3/52 เป็น 483 เหรียญ/ตันในไตรมาสนี้ เนื่องจากราคาวัตถุดิบ EDC ทีปรับลดลงแรง 19% qoq เป็น 370 เหรียญ/ตัน มากกว่าราคา PVC เฉลี่ยในไตรมาสนี้ที่ปรับลดลงแค่ 3% qoq เป็น 853 เหรียญ/ตัน แต่ก็ไม่สามารถชดเชยผลลบข้างต้นได้หมด จากผลดังกล่าวจึงทำให้ผลกำไรไตรมาส 4/52 จึงออกมาไม่ดีนัก สำหรับปี 2552 บริษัทรายงานผลกำไรออกมา 1,866 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 2.13 บาท ลดลง 16% yoy ซึ่งเป็นผลมาจาก spread margin ของ PVC - EDC ที่ปรับตัวลดลง 32% yoy เป็น 446 เหรียญ/ตัน และความต้องการในประเทศและต่างประเทศที่ลดลง 6% และ 9% ตามลำดับ

แนวโน้มกำไรไตรมาส 1/53 ยังดีตาม spread margin ที่ยืนเหนือ 600 เหรียญ/ตัน

แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/53 คาดว่าผลกำไรยังคงฟื้นตัวต่อตาม spread margin ระหว่าง PVC-EDC ที่ปรับตัวดีขึ้นมาต่อเนื่อง โดยปัจจุบันราคา PVC อยู่ที่ 1,025 เหรียญ/ตัน ในขณะที่ราคาวัตถุดิบ EDC อยู่ที่ 425 เหรียญ/ตัน ส่งผลให้ spread margin ของบริษัทเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดย spread margin ของ PVC-EDC ปัจจุบันทำ new high ของปีนี้อยู่ที่ 600 เหรียญ/ตัน เพิ่มขึ้น 24% qoq และดีกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่มี spread margin อยู่ที่ 473 เหรียญ/ตันค่อนข้างมาก เมื่อบวกกับปริมาณการจำหน่าย PVC ที่จะเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและคาดว่าปริมาณการจำหน่ายในประเทศจะเพิ่มขึ้นตามมาตรการการกระตุ้น เศรษฐกิจของรัฐบาล (ปกติ PVC ใช้ในอุตสาหกรรมการก่อสร้างประมาณ 50%) ทำให้เราประเมินในเบื้องต้นว่าผลกำไรไตรมาส 1/53 ของบริษัทมีแนวโน้มจะดีกว่าไตรมาส 1/52 ที่มีผลกำไรสุทธิ 646 ล้านบาท อย่างไรก็ตามจากผลประกอบการไตรมาส 4/52 ที่แย่กว่าที่เราคาประเมิน ทำให้เราปรับลดประมาณการผลกำไรปีนี้ลง 5% เป็น 2,299 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 2.63 บาท เติบโต 23% yoy จากผลดังกล่าวทำหี้ราคาที่เหมาะสมปรับลดลงเป็น 21 บาท อ้างอิง PER เป้าหมายที่ 8 เท่า

ปันผลครึ่งปีหลัง 0.65 บาท คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 21.00 บาท

บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลครึ่งปีหลังอีก 0.65 บาท/หุ้น (XD วันที่ 2/4/53) หลังจากที่จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 0.75 บาท คิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทนครึ่งปีหลังที่ 3.6% ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ PER ต่ำเพียง 7.0 เท่าและมี upside 15% จากราคาที่เหมาะสมของเราที่ 21.00 บาท เราคงคำแนะนำ ซื้อ

สรุปคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 4/52 กลุ่มธนาคารและบริษัททั่วไป

สรุปผลคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 4/52

หุ้น

กำไรที่คาดไว้(ล้านบาท)

กำไรที่ประกาศ (ล้านบาท)

 

กำไร

 

คำแนะนำ

 

4Q09E

qoq

yoy

4Q09

3Q09

4Q08

07

08

09E

 

กลุ่มธุรกิจการเกษตร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

CPF*

2,236

(39%)

612%

-

3,636

314

1,007

3,046

9,806

ซื้อ

กลุ่มธนาคาร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

BAY

2,060

(5%)

144%

1,705

2,172

844

(3,992)

4,896

6,657

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

BBL

4,945

(2%)

(6%)

5,967

5,069

5,268

19,218

20,243

20,764

ซื้อ

KBANK

3,877

4%

39%

3,668

3,720

2,790

15,005

15,333

14,892

ซื้อ

KTB

2,551

(40%)

9%

2,548

4,250

2,332

6,407

12,272

12,020

ซื้อเก็งกำไร

SCB

4,907

(6%)

23%

4,780

5,198

3,983

17,356

21,414

20,760

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

กลุ่มวัสดุก่อสร้าง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

BSBM

65

306%

n.a.

-

16

(213)

161

124

107

ซื้อ

DCC

232

(3%)

76%

232

240

132

578

664

996

ซื้อ

SCC

5,600

(20%)

n.a.

-

6,988

(3,480)

30,352

16,771

24,613

ซื้อ

SSI

780

(41%)

n.a.

-

1,313

(5,481)

837

(5,166)

901

ซื้อ

TSTH (3Q10F)

75

(68%)

n.a.

-

238

(2,266)

2,701

81

496

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

กลุ่มสื่อสาร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

AIT

88

47%

83%

-

60

48

94

211

297

ซื้อ

DTAC*

1,952

19%

59%

-

1,636

1,224

5,859

7,568

6,444

ทยอยสะสม

SAMART

122

(12%)

n.a.

-

139

(61)

574

262

427

ซื้อ

กลุ่มพลังงาน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

PTTAR

1,608

(6%)

n.a.

-

1,708

(10,654)

18,018

(8,465)

9,272

ซื้อเก็งกำไร

PTTEP

6,018

14%

(11%)

-

5,259

6,789

28,455

41,675

23,519

ซื้อ

TOP

1,820

(8%)

n.a.

-

1,978

(8,394)

19,118

224

12,270

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

MAJOR*

138

100%

106%

-

69

67

597

496

304

ทยอยสะสม

MCOT

360

3%

19%

-

349

302

1,111

1,228

1,349

ซื้อเก็งกำไร

กลุ่มอิเล็คโทรนิคส์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

KCE*

127

19%

n.a.

-

107

(187)

208

(186)

55

ซื้อ

SMT

80

8%

129%

-

74

35

98

201

268

ทยอยสะสม

กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

TVO*

283

(34%)

n.a.

-

431

(288)

1,283

1,327

913

ซื้อลงทุน

กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

AP

587

73%

9%

-

339

538

899

1,638

1,758

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

MK

125

(7%)

(7%)

-

135

135

332

404

536

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

PS

1,670

157%

91%

-

651

875

1,302

2,373

3,648

ซื้อเก็งกำไร

SPALI

615

5%

186%

-

587

215

816

1,069

2,430

ซื้อ

กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

AOT*

822

n.a.

24%

-

(649)

661

(1,716)

4,642

949

ซื้อลงทุน

BECL

375

(22%)

(24%)

-

482

495

1,407

1,444

1,738

ถือ

PSL

541

(23%)

(56%)

-

703

1,227

4,156

4,939

3,172

ซื้อลงทุน

*กำไรปกติ

NVDR Trading Data by Stock

Top 20 Net BUY (26/01/10)

 

Value (Btmn)

 

Buy

Sell

Total

Net

PTTCH

252.78

88.55

341.33

164.23

BBL

139.49

103.50

242.98

35.99

BAY

36.42

12.44

48.86

23.99

BGH

14.99

2.73

17.73

12.26

KYE

10.80

-

10.80

10.80

IRPC

21.11

12.64

33.75

8.47

MAJOR

7.46

1.40

8.87

6.06

ROBINS

7.01

1.04

8.05

5.97

LPN

8.79

2.89

11.68

5.90

MCOT

5.75

1.49

7.24

4.25

TRUE

4.47

0.70

5.18

3.77

TTA

6.87

3.29

10.16

3.58

CPF

16.75

13.42

30.17

3.33

QH

3.95

1.24

5.18

2.71

TTCL

3.41

1.35

4.76

2.07

TCAP

5.32

3.46

8.78

1.87

INOX

2.20

0.35

2.55

1.85

KK

1.75

0.03

1.78

1.72

BECL

3.17

1.52

4.70

1.65

PHATRA

1.80

0.18

1.98

1.61

Top 20 Net SELL (26/01/10)

 

Value (Btmn)

 

Buy

Sell

Total

Net

SCB

69.72

292.05

361.77

-222.33

BANPU

675.86

800.93

1,476.79

-125.07

TOP

6.45

113.83

120.28

-107.38

KTB

30.37

101.49

131.86

-71.12

PTT

193.70

264.52

458.23

-70.82

PTTEP

11.75

76.06

87.80

-64.31

SCIB

3.56

66.91

70.47

-63.36

SCC

0.37

33.02

33.38

-32.65

BEC

-

27.19

27.19

-27.19

KBANK

165.88

189.28

355.16

-23.40

ADVANC

5.96

25.97

31.93

-20.01

AEONTS

31.93

45.75

77.67

-13.82

PSL

7.31

19.85

27.16

-12.54

TUF

4.64

16.54

21.18

-11.90

EGCO

4.12

15.71

19.83

-11.58

DTAC

0.38

11.00

11.37

-10.62

CPALL

2.06

12.51

14.56

-10.45

DELTA

1.73

10.77

12.49

-9.04

TTW

2.30

9.34

11.64

-7.04

ESSO

0.02

6.93

6.94

-6.91

Top 20 Most Active (26/01/10)

 

Value (Btmn)

 

Buy

Sell

Total

Net

BANPU

675.86

800.93

1,476.79

-125.07

PTT

193.70

264.52

458.23

-70.82

SCB

69.72

292.05

361.77

-222.33

KBANK

165.88

189.28

355.16

-23.40

PTTCH

252.78

88.55

341.33

164.23

BBL

139.49

103.50

242.98

35.99

KTB

30.37

101.49

131.86

-71.12

TOP

6.45

113.83

120.28

-107.38

PTTEP

11.75

76.06

87.80

-64.31

LH

38.44

41.17

79.61

-2.73

AEONTS

31.93

45.75

77.67

-13.82

SCIB

3.56

66.91

70.47

-63.36

BAY

36.42

12.44

48.86

23.99

PTTAR

19.19

24.29

43.47

-5.10

IRPC

21.11

12.64

33.75

8.47

SCC

0.37

33.02

33.38

-32.65

ADVANC

5.96

25.97

31.93

-20.01

CPF

16.75

13.42

30.17

3.33

BEC

-

27.19

27.19

-27.19

PSL

7.31

19.85

27.16

-12.54

คำชี้แจง : ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ของ บมจ. หลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) มี 2 ทีม คือ ฝ่ายวิจัย สำหรับนักลงทุนในประเทศ (KELIVE Research) และ ฝ่ายวิจัยนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ (Kim Eng Research) อันมีเหตุผลมาจากลักษณะที่แตกต่างในด้าน ลักษณะผู้ลงทุน วัตถุประสงค์ และ กลยุทธ์ ทำให้คำแนะนำ และ/หรือ ราคาเป้าหมายอาจมีความแตกต่างกัน โดย KELIVE Research มีวัตถุประสงค์ที่จะทำบทวิเคราะห์เพื่อสนับสนุนข้อมูลการลงทุนแก่นักลงทุนในประเทศ ( ท่านสามารถดูรายละเอียดได้จาก http://kelive2.kimeng.co.th )ในขณะที่ Kim Eng Research สำหรับนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ ( ท่านสามารถดูรายละเอียดได้จาก www.kimengresearch.com.sg). ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่นักลงทุนจะต้องอ่าน และทำความเข้าใจ สมมติฐาน และ พื้นฐานของคำแนะนำ ของแต่ละงานวิจัย

เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลที่ บมจ. หลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เห็นว่าน่าเชื่อถือประกอบกับทัศนะส่วนตัวของผู้จัดทำ ซึ่งมิได้หมายถึงความถูกต้องหรือสมบูรณ์ของข้อมูลดังกล่าวแต่อย่างใด และเอกสารนี้ได้จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการลงทุนเท่านั้น มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะชักชวนหรือชี้นำการซื้อขายหลักทรัพย์ใดโดยเฉพาะหรือเป็นการทั่วไปแต่อย่างใด นักลงทุนพึงใช้ข้อมูลในเอกสารนี้ประกอบกับข้อมูลและความเห็นอื่น ๆ และวิจารณญาณของตนในการตัดสินใจการลงทุนให้เหมาะสมแก่กรณี ทั้งนี้ความเห็นที่แสดงอยู่ในเอกสารนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้จัดทำ บมจ. หลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ตลอดจนผู้บริหารและพนักงานของบริษัทไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องกับความเห็นที่แสดงอยู่ในเอกสารนี้ด้วยแต่อย่างใด