»ค้นหาแบบมีเงื่อนไข
Sign In
 
Thailand | Singapore | Malaysia
     
วิเคราะห์ภาพรวม กระแสข่าว/กลยุทธ์
 

By จอร์จ ฮิบส์/มยุรี โชวิกรานต์ /กิติชาญ ศิริสุขอาชา     
01 Feb 9:31AM : กระแสข่าว/กลยุทธ์ (01/02/53)

Kim Eng Securities (Thailand) Ltd.
 

ประเมินแนวโน้มตลาด/กลยุทธ์การลงทุน/บทวิเคราะห์

ประเมินแนวโน้มตลาด

เราเชื่อว่านักลงทุนในตลาดหุ้นไทยจะเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น หลังธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศตัวเลขเศรษฐกิจประจำเดือนธันวาคมออกมาดีกว่าคาดมาก ขณะที่ตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในไตรมาส 4/52 ซึ่งประกาศเมื่อวันศุกร์ก็ออกมาสูงถึง 5.7% แม้ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องในวันนี้ แต่เรามองว่าปัญหาการเมืองในประเทศจะยังเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อตลาดมากกว่าตัวเลขเศรษฐกิจ และอาจกดดันให้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงได้เช่นกันในระยะต่อไป นักวิเคราะห์ด้านเทคนิคของเราให้แนวรับของดัชนีหุ้นไทยที่ระดับ 684-688 จุด และแนวต้านที่ระดับ  696-702 จุด ตามลำดับ สำหรับนักลงทุนที่ต้องการทยอยสะสมหุ้นควรเน้นลงทุนในหุ้นที่คาดว่ากำไรไตรมาส 4/52 จะออกมาแข็งแกร่ง, สามารถรักษาศักยภาพในการทำกำไรได้ต่อเนื่องในปี 2553, และจ่ายเงินปันผลในระดับที่น่าประทับใจ โดยวันนี้เราขอแนะนำ SSI และ BBL  

  • นักลงทุนต่างประเทศยังขายสุทธิต่อ: เราพบว่านักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 1,136 ล้านบาทเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทำให้พวกเขามียอดขายสุทธิสะสมสูงถึง 7,485 ล้านบาทในเดือนมกราคม อย่างไรก็ตามนักลงทุนสถาบันในประเทศกลับมียอดขายสุทธิสะสมสูงกว่า โดยมียอดขายสุทธิในเดือนมกราคมทั้งสิ้น 8,210 ล้านบาท แม้นักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิออกมามากในเดือนมกราคม แต่เราทุกคนต่างรู้กันดีว่าท้ายสุดแล้วพวกเขาจะกลับมาซื้อสะสมอีกครั้งอย่างแน่นอน ดังนั้นหากไม่มีปัญหาการเมืองกดดัน เราเชื่อว่านักลงทุนสถาบันทั้งในและต่างประเทศจะกลับเข้าตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง พร้อมช่วยผลักดันดัชนีตลาดหุ้นไทยให้ทะยานขึ้นต่อได้
  • ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้: นักลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะยังเฝ้าติดตามตัวเลขเศรษฐกิจ และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน โดยบริษัทจดทะเบียนกว่า 80% ต่างรายงานผลประกอบการที่ออกมาดีกว่าคาดมาก โดยเฉพาะในกลุ่มสถาบันการเงิน, วัสดุก่อสร้าง, และสินค้าที่เกี่ยวกับการอุปโภคบริโภค ในสัปดาห์นี้บริษัทจดทะเบียนที่ถูกคำนวณในดัชนี S&P500 จำนวน 94 ราย และบริษัทที่ถูกคำนวณในดัชนี Dow Jones จำนวน 3 รายจะมีการรายงานผลประกอบการ เราคาดว่านักลงทุนจะให้ความสำคัญกับผลประกอบการของบริษัท Exxon-Mobil, Pepsi, Sisco, Time Warner และ Pfizer ในคืนนี้สำนักงบประมาณของสหรัฐฯ จะมีการเสนอรายละเอียดร่างกฎหมายงบประมาณประจำปี 2553 ซึ่งนักลงทุนต่างคาดหวังที่จะเห็นการจำกัดรายจ่าย และลดการขาดดุลงบประมาณลงตามที่ประธานาธิบดีโอบามาได้ให้สัญญาไว้ก่อนหน้านี้ ขณะเดียวกันรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง Tim Geithner จะมีการแถลงกฎหมายฉบับดังกล่าวต่อสภาครองเกสในคืนวันอังคาร (ตามเวลาประเทศไทย) นอกจากนี้ในคืนวันอังคารทางการสหรัฐฯ จะมีการรายงานตัวเลขยอดขายรถยนต์ด้วย
  • ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของเอเชียในสัปดาห์นี้: ประเทศจีนจะมีการรายงานตัวเลขยอดสั่งซื้อของภาคธุรกิจ (PMI) ในวันนี้ โดยตลาดคาดการณ์ว่าตัวเลขยอดสั่งซื้อในเดือนมกราคมจะขยายตัว 6.7% yoy ซึ่งสูงกว่าระดับ 6.6% yoy ในเดือนธันวาคม อย่างไรก็ตามนักลงทุนยังคงมีความกังวลกับตัวเลขการปล่อยสินเชื่อของจีนที่คาดว่าจะชะลอตัวลง หลังทางการเริ่มใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น โดยตัวเลขปริมาณเงิน และปริมาณการปล่อยสินเชื่อของจีนในเดือนมกราคมจะมีการประกาศในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ นี้ นอกจากนี้ญี่ปุ่นจะมีการรายงานตัวเลขดัชนีชี้นำเศรษฐกิจในวันศุกร์
  • ทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่ได้ช่วยหนุนภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นไทยแต่อย่างใด: ดัชนี Dow Jones ปรับตัวลง 53.13 จุด หรือ 0.52% ในคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปรับตัวลงแรงกว่า 0.98% และ 1.45% ตามลำดับ สาเหตุเกิดจากนักลงทุนยังคงมีความกังวลกับภาวะเศรษฐกิจ, การจ้างงาน และตลาดอสังหาริมทรัพย์ หลังทางการประกาศตัวเลข GDP ออกมาดีกว่าคาด เราพบว่าค่าเงิน US dollar เทียบยูโรแข็งค่าขึ้น 0.7% เป็น 1.3867 เหรียญสหรัฐฯ ต่อยูโร ขณะที่ค่าเงิน US dollar เทียบปอนด์แข็งค่าขึ้น 0.8% เป็น 1.5999 เหรียญสหรัฐฯ ต่อปอนด์ และค่าเงินUS dollar เทียบเยนแข็งค่าขึ้นเป็น 90.39 เยนต่อเหรียญสหรัฐฯ นอกจากนี้เราพบว่าค่าเงิน US dollar ที่แข็งค่าขึ้นส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ส่วนใหญ่ปรับตัวลง โดยราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าปรับตัวลง 0.01 เหรียญสหรัฐฯ เป็น 72.88 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาทองคำล่วงหน้าปรับตัวลง 1.60 เหรียญสหรัฐฯ เป็น 1,083.20 เหรียญสหรัฐฯ ต่อออนซ์
  • เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัว 5.7% ในไตรมาส 4/52: เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ รายงานตัวเลข GDP ไตรมาส 4/52 เบื้องต้นขยายตัว 5.7% ซึ่งดีขึ้นต่อเนื่องจากระดับ 2.2% ในไตรมาส 3/52 ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากฐานที่ต่ำมากในช่วงเดียวกันของปี 2551 หลังสหรัฐฯ ประสบปัญหาวิกฤตการเงิน ขณะที่ธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศหดตัวลงอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตามหากตัดรายการการเปลี่ยนแปลงในสินค้าคงคลังออก เราพบว่า GDP ในไตรมาส 4/52 ของสหรัฐฯ จะขยายตัวเพียง 2.2% yoy เราคิดว่านี่เป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนควรทราบ เนื่องจากนักลงทุนยังคงมีความกังวลว่าหากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลหมดลง และการสะสมสินค้าคงคลังของภาคเอกชนเริ่มชะลอตัวลง เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจต้องเผชิญภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจอีกครั้ง ประเด็นสำคัญอีกข้อคือเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่หากตัวเลอัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับสูงถึง 10% นักเศรษฐศาสตร์สหรัฐฯ ได้นำเสนอตัวเลขที่น่าสนใจมากคือ แม้สหรัฐฯ จะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 1.75 แสนตำแหน่งต่อเดือน สหรัฐฯ จะต้องใช้เวลานานถึง 4 ปีกว่าจะสามารถหางานให้กับคนว่างงานกว่า 8 ล้านรายในขณะนี้ได้ครบ
  • รายงานตัวเลขเศรษฐกิจไทยเดือนธันวาคม ออกมาดีกว่าคาดมาก: เมื่อช่วงบ่ายวันศุกร์ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานดัชนีเศรษฐกิจที่สำคัญประจำเดือนธันวาคม ซึ่งรายงานแสดงถึง การเติบโตของผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Manufacturing output), การบริโภคภายในประเทศ และดุลการค้า ออกมาดีกว่าที่เราคาดมาก ถึงแม้การเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนจะเป็นการเพิ่มขึ้นจากฐานที่ต่ำ แต่เมื่อพิจารณาเทียบกับเดือนพฤศจิกายน การเติบโตก็ยังเป็นไปอย่างก้าวกระโดด ซึ่งทำให้ประมาณการ GDP ไตรมาส 4/52 ที่เราคาดว่าจะเติบโต 3% อาจจะต่ำเกินไป ซึ่งที่จริงแล้วตลาดหุ้นไทยน่าจะได้รับปัจจัยบวกจากรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งข้างต้น แต่จากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองทำให้นักลงทุนไม่ให้น้ำหนักกับข่าวเชิงบวกนี้มากนัก

แนวการลงทุน:

เราคงสัดส่วนการถือครองหุ้นที่ระดับ 70%

สัดส่วนลงทุน:

  • หุ้น = 70%
  • เงินสด = 30%

หุ้นแนะนำ

กลุ่มพลังงาน : PTT, PTTEP, BANPU, PTTAR, IRPC

กลุ่มธนาคารพาณิชย์ : BBL, KBANK, TCAP, KTB

กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ : SPALI, AP, LPN, QH

กลุ่มวัสดุก่อสร้าง : SCC, TASCO, DCC, SSI

กลุ่มสื่อสาร : ADVANC, DTAC

กลุ่มอิเล็คโทรนิคส์ : HANA

กลุ่มเดินเรือ : TTA

กลุ่มอื่นๆ : CPF, TPC, TVO, AIT, MAJOR    

กลยุทธ์หุ้น

SSI : กำไรปีนี้จะเติบโตต่ออีก 55%

 

 

 

 

 

แนวโน้มผลประกอบการของ SSI ในปี 2553 เราประเมินจะได้แรงหนุนจากคู่แข่งยังประสบปัญหาทางการเงิน และ ความต้องการเหล็กในประเทศที่ขยายตัว โดยสถาบันเหล็ก ประเมินความต้องการเหล็กในประเทศจะเพิ่มขึ้น 10-25% เป็น 10.98-12.57 ล้านตัน สำหรับแนวโน้มราคาเหล็ก เราคาดหมายแนวโน้มราคาเหล็กในไตรมาสแรกนี้จะเป็นขาขึ้น เนื่องจากต้นทุนผลิตเหล็กของโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก เราประเมินยอดขายปีนี้ไว้ที่ 2 ล้านตัน หรือ เท่ากับ 5 แสนตันต่อไตรมาส และ มีกำไรสุทธิเท่ากับ 1,975 ล้านบาท (กำไรต่อหุ้น 0.15 บาท) เพิ่มขึ้น 55% ราคาหุ้นซื้อขาย P/E ปี 2553 ที่ต่ำเพียง 7.4 เท่า และ ต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชีต่อหุ้นที่ 1.4 บาท เราประเมินราคาเหมาะสมเท่ากับ 1.5 บาท แนะนำ ซื้อ

BBL : ราคาลงมาในระดับที่เหมาะกับการลงทุนระยะยาว

เราคาดว่ากลุ่มสินเชื่อธุรกิจซึ่งเป็นกลุ่มสินเชื่อหลักของธนาคารมีแนวโน้มฟื้นตัวโดดเด่นในปี 53 โดยได้แรงหนุนจากการลงทุนภาคเอกชน และการสะสมสินค้าคงคลังที่ค่อยๆ ฟื้นตัวเป็นลำดับตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศและในภูมิภาคเอเชีย ขณะที่ BBL เป็นธนาคารที่งบดุลที่มีเสถียรภาพสูง ทั้งทางด้านฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่งและคุณภาพสินทรัพย์ที่ดี คาดว่าผลกำไรปีนี้จะเติบโต 4% เป็น 21,578 ล้านบาทหรือ 11.30 บาท/หุ้น เราคงคำแนะนำ ซื้อ ด้วยมูลค่าที่เหมาะสม 139.00 บาท/หุ้น อ้างอิงกับ 1.3 เท่าของมูลค่าทางบัญชีปี 53

ปฏิทินเศรษฐกิจ

U.S. economic data this week

 

Releases

Period

Unit

Actual

Est.

Prior

Feb-01

Personal Income

DEC

MoM

 

0.30%

0.40%

 

Personal Spending

DEC

MoM

 

0.30%

0.50%

 

ISM Manufacturing

JAN

Index

 

55.5

55.9

 

Construction Spending

DEC

MoM

 

-0.50%

-0.60%

Feb-02

Pending Home Sales

DEC

MoM

 

1.00%

-16.00%

 

Auto Sales

JAN

mn

 

-

4.14

 

Truck Sales

JAN

mn

 

-

4.49

Feb-03

Challenger Job Cuts

JAN

YoY

 

-

-72.90%

 

ADP Employment Change

JAN

,000

 

-40

-84

 

ISM Non-Manf. Composite

JAN

Index

 

51

50.1

Feb-04

Nonfarm Productivity

4Q P

QoQ

 

6.00%

8.10%

 

Unit Labor Costs

4Q P

QoQ

 

-2.50%

-2.50%

 

Initial Jobless Claims

Jan-31

,000

 

455

470

 

Continuing Claims

Jan-24

,000

 

4577

4602

 

Factory Orders

DEC

MoM

 

0.50%

1.10%

Feb-05

Change in Nonfarm Payrolls

JAN

,000

 

13

-85

 

Unemployment Rate

JAN

%

 

10.00%

10.00%

 

Average Hourly Earnings

JAN

MoM

 

0.20%

0.20%

 

Average Weekly Hours

JAN

hours

 

33.2

33.2

 

Consumer Credit

DEC

bn

 

-$9.5

-$17.5

Source: Bloomberg.com

สรุปข่าว

FIDFปิดยื่นซื้อสคิบวันนี้ (ข่าวหุ้น 1/2/53): กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันปิดหีบราคาเสนอซื้อแบงก์นครหลวงไทยวันนี้ 17.00 น. ราคาสูสี เกาหลี ธนชาติ เอชเอสบีซี เฉลี่ย 32 บาท กองทุนฯรับแจ้งแล้ว ไม่มีใครถอนตัว รายใดให้มากสุดเข้ารอบไปเสนอบอร์ด 4 ก.พ.นี้ เซนสัญญาเดือนมีนาคม และทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ต่อไป ระบุหากเป็นต่างชาติชนะขั้นตอนอาจช้าเพราะต้องขอขยายเพดานถือหุ้นเกิน 49% ด้านบสก.รอคิวเข้าตลาดหลังดีลสคิบจบ

สินเอเซีย-ทหารไทย'โล่งอกจีนถือหุ้นเกิน 49%-ลดพาร์ได้ (โพสต์ทูเดย์ 1/2/53): แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ได้ทำหนังสือแจ้งถึงนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ว่า เห็นชอบให้ธนาคารอินดัสเตรียล แอนด์คอมเมอร์เชียล แบงก์ ออฟ ไชนา (ICBC) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินรายใหญ่สุดของจีน เข้าซื้อหุ้นธนาคารสินเอเซียของไทยได้เกิน 49% ตามที่ผู้ถือหุ้นของธนาคารสินเอเซียทำเรื่องเสนอขอมา เพื่อความแข็งแกร่งของธนาคาร

อสังหาเมินข่าวรัฐหยุดอุ้ม QH นำทัพยอดขายปี 53 พุ่ง (ทันหุ้น 1/2/53): กรณ์อุบไต๋ข่าวลือเลิกมาตรการอสังหาริมทรัพย์ แต่แย้มกำลังเตรียมการชี้แจงข่าวทั้งหมด วอนอดใจรอคำตอบเร็วๆ นี้ ด้านโบรกเกอร์ชี้ปีนี้ยังเป็นปีทองอสังหาริมทรัพย์ ส่องอนาคตหากไร้มาตรการหนุนส่งผลต้นทุนเพิ่มแค่ 3.3% แต่เศรษฐกิจเริ่มดีเชื่อยอดขายกลบต้นทุนสบายชี้ยกเลิกมาตรการอาจสงผลบวกยอดขายบ้านไตรมาส 1/2553 พุ่งแรงชู QH โดดเด่นสูง

'TTA' ลั่นธุรกิจเดินเรือสดใส ยันไม่ถอน UMS ออกจากตลาด (ทันหุ้น 1/2/53): บิ๊ก TTA "ม.ล.จันทรจุฑา จันทรทัต" ฉายภาพธุรกิจเดินเรือปีนี้คึก รับเศรษฐกิจฟื้นตัว เชื่อค่าระวางเรือปีนี้เฉลี่ยที่ 10,973 ดอลลาร์ต่อลำต่อวัน ส่วนธุรกิจเดินเรือนอกชายฝั่งไปได้สวยเตรียมรับมอบเรือใหม่อีก 3 ลำ พร้อมลั่นไม่ถอน UMS ออกจากตลาดชัวร์

เลิกแล้วโปรคอมมิสชัน 0% "SCIBS" เซ็งหวั่นโดนฟ้อง (ทันหุ้น 1/2/53): SCIBS วุ่นหลังปลดค่าคอมมิสชัน 0% หวั่นลูกค้าฟ้องร้องบาน ด้านสมาคมหลักทรัพย์ลั่นภายในสัปดาห์นี้เตรียมสรุปเกณฑ์ใหม่ เชื่อเลิกใช้ 0% เป็นผลดี พร้อมหาทางช่วยเหลือ SCIBS ดูแลลูกค้าที่เข้าโปร 0% ไปแล้ว รวมถึงแก้ปัญหาลูกค้าเตรียมฟ้องร้องทางการ

ล็อกซ์เล่ย์ รับเหมาเข่ง โควต้าสลาก46ล้านฉบับ (ข่าวหุ้น 1/2/53): วันนี้"ล็อกซเล่ย์"พบ"เกียรติ"ยื่นข้อเสนอเดินหน้าโครงการจำหน่ายสลากกินแบ่ง 6ตัวผ่านเครื่องอัตตโนมัติ หากตกลงกันได้ บริษัทมีสิทธิคุมโควตาสลากทั้งหมด 46 ล้านฉบับหรือ 23 ล้านคู่ ขายผ่านเครื่องยกเลิกระบบยี่ปั๊ว แก้ปัญหาสลากเกินราคา ด้านเกียรติยอมรับทำได้ รอเสนอนายกฯ 10 ก.พ.นี้ ขณะที่หม่อมอุ๋ยดอดพบไตรรงค์ปฎิเสธคุยเรื่องหวย

PSรุกตลาดตปท. ระดม1.5พันล้าน ลุ้น1ใน10เอเชีย (ข่าวหุ้น 1/2/53): PS เจรจาเอ็กซิมแบงก์ขอสินเชื่อกว่าพันล้านบาทขยายธุรกิจต่างประเทศ พร้อมออกบอนด์ 1.5 พันล้านบาทในไตรมาส 2/53 ส่วนการลงทุนในเวียดนามเดือนก.พ.ตั้งบริษัทร่วมทุนประเดิมไฮฟงผุดทาวน์เฮ้าส์-คอนโดฯ มูลค่า 2.5 พันล้านบาท ขณะที่มัลดีฟส์เริ่มคอนโดฯเฟสแรก 1.5 พันล้านบาท มั่นใจติด 1 ใน 10 ของเอเชียปี 2560

SENAจัดแคมเปญ ขายทะลุ180ล้าน Q1เล็งเปิด2แห่ง (ข่าวหุ้น 1/2/53): SENA ปลื้มจัดแคมเปญ One Price,One Plus ขนบ้านพร้อมโอน และคอนโดทำเลเด่นรวม 6 โครงการ จัดแคมเปญพิเศษ "ราคาเดียว ระหว่างวันที่ 20-26 ม.ค.ที่ผ่านมาณ เซ็นทรัล ลาดพร้าว ประสบความสำเร็จยอดขายทะลุ 180 ล้านบาท ไตรมาสแรกเล็งเปิดบ้าน-คอนโด 2 โครงการใหม่

AISเหว๋อทีโอทีเลื่อนโรมมิ่ง3จี อ้างรอดูท่าทีกทช.ก่อน แทงกั๊กแผนร่วมลงทุน (ข่าวหุ้น 1/2/53): AIS เหว๋อกินบอร์ดทีโอที ตลบหลังไม่ขอเชื่อมโรมมิ่ง 3จี อ้างให้สิทธิ์ MVNO ทำตลาดให้เต็มที่ก่อน แถมรอคำแนะนำกทช.รอเวลาดูท่าทีหากใน 4-6 เดือน ยอดขายไม่เวิร์กเปิดทางเอไอเอสเสียบ "ประธานบอร์ด" ชี้หากเอไอเอสไม่ทำเสียงดังป่านนี้โรมมิ่งไปได้แล้วแต่ยังกั๊กเปิดช่องเช่าโครงข่ายทำ 3จีทั่วประเทศ หากครม.ไม่อนุมัติเงินให้ทีโอที

บทวิเคราะห์
  • ADVANC (83.00 บาท : ซื้อ) คาดการณ์กำไรฟื้นตัวและมีโอกาสพิจารณาจ่ายเงินปันผลพิเศษ
คงคำแนะนำ ซื้อ

เราคงคำแนะนำ ซื้อ หุ้น ADVANC ด้วยการคาดหมายธุรกิจฟื้นตัวตามเศรษฐกิจ ฐานะการเงินที่แข็งแกร่งมาก การคาดการณ์เงินปันผล 3.3 บาท/หุ้นสำหรับครึ่งหลังของปี 2552 และมีโอกาสพิจารณาจ่ายเงินปันผลพิเศษในอนาคตอันใกล้ (อันเนื่องมาจากการเลื่อนการลงทุนในระบบ 3จีออกไป) นอกจากนี้ ADVANC มีแนวโน้มได้รับผลลบจากความล่าช้าของใบอนุญาต 3จีน้อยกว่าคู่แข่งเนื่องจากทั้ง DTAC และ ทรูมูฟ จะต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาร่วมการงานเพิ่ม 5% ในเดือน กย 2554 ทั้งนี้ เราประเมินราคาหุ้น ADVANC แบบไม่รวมใบอนุญาต 3จี ตามวิธีคิดลดกระแสเงินสดที่ 95 บาท

คาดการณ์กำไรปกติ 4,258 ล้านบาทในไตรมาส 4/52

เราคาดว่ากำไรปกติของ ADVANC ฟื้นตัว 2% qoq และ 8% yoy เป็น 4,258 ล้านบาทในไตรมาส 4/52 ด้วยการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในช่วงสิ้นปี ผลบวกจากฤดูกาล การเติบโตต่อเนื่องของบริการเสริม (non-voice) และการควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี สำหรับทั้งปี 2552 คาดการณ์กำไรปกติ ลดลง 9% จากปีก่อนหน้าเป็น 1.71 หมื่นล้านบาทหรือ 5.79 บาท/หุ้นด้วยแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นหลัก

คาดกำไรโต 8% เป็น 1.86 หมื่นล้านบาทหรือ 6.27 บาท/หุ้น

แม้ไม่มีใบอนุญาต 3จี เรายังคงคาดหมายกำไรปกติของ ADVANC โต ในอัตรา 8% เป็น 1.86 หมื่นล้านบาทหรือ 6.27 บาท/หุ้น จากแนวโน้มฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการเติบโตต่อเนื่องของบริการเสริม โดยเฉพาะการใช้อินเตอร์เน็ตบนเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ (ผ่าน EDGE และ GPRS) นอกจากนี้แนวโน้มการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าเกษตรถือเป็นปัจจัยบวกเช่นกันเนื่องจาก ADVANC มีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ในต่างจังหวัด

ใบอนุญาต 3จีล่าช้า-> เงินสดเหลือเยอะ->อาจพิจารณาจ่ายเงินปันผลพิเศษ

แม้การล่าช้าของใบอนุญาต 3จีจะเป็นผลลบต่ออุตสาหกรรม ADVANC มีแนวโน้มที่จะมีเงินสดในเมือในระดับเกินกว่าปกติ (2.2 หมื่นล้านบาท ณ ไตรมาส 3/52) เพราะไม่จำเป็นต้องลงทุนขยายโครงข่าย 2จี แล้วมีเพียงแต่การเพิ่ม capacity และบำรุงรักษาอันจะทำให้การลงทุนรายปีอยู่ในระดับ 1.1-1.2 หมื่นล้านบาท ในปี 2552-2553 ทางเลือกที่จะนำเงินไปซื้อกิจการอื่นนั้นดูจะเป็นไปได้น้อยเพราะบริษัทมีนโยบายจับมือเป็นพันธมิตรร่วมกับกิจการและเจ้าของ คอนเทนต์ต่างๆ มากกว่า ดังนั้น นอกเหนือจากประมาณการเงินปันผล 3.3 บาท/หุ้นสำหรับครึ่งหลังของปี 2552 แล้ว (เทียบเท่า 4% ของราคาหุ้นปัจจุบัน) บริษัทมีโอกาสพิจารณาจ่ายเงินปันผลพิเศษในอัตรา 1-2 บาท/หุ้น (อาจจ่ายพร้อมกัน หรือพิจารณาจ่ายพร้อมกับงวด 1H53)

เจรจากับทีโอทีเพื่อ roaming บริการ 3จีในกรุงเทพฯ

ADVANC และทีโอทีอยู่ระหว่างการเจรจา roaming ระหว่างกันโดยลูกค้าของ ADVANC จะสามารถใช้บริการ 3จีในกรุงเทพฯ ของทีโอทีได้ แม้ capacity ที่จำกัดของทีโอทีจะไม่น่าช่วยเพิ่มรายได้ให้ ADVANC อย่างมีนัยสำคัญนัก แต่ก็ช่วยเสริมสร้างตำแหน่งผู้นำและระดับพรีเมียม ของ ADVANC ได้ดี อย่างไรก็ดียังไม่ชัดเจนว่าทาง กทช จะเห็นชอบหรือไม่ และจะเริ่มได้เมือใด จะเห็นได้ว่า ADVANC ถือเป็นอันดับต้นเมื่อทีโอทีต้องการหาพันธมิตรด้วยความสัมพันธ์ที่ดีเป็นคู่สัญญากันมานาน

  • CSL (3.12 บาท : ถือ) คาดการณ์กำไร 71 ล้านบาทในไตรมาส 4/52 และเงินปันผล 0.26 บาท/หุ้นสำหรับการดำเนินงานครึ่งหลังของปี 2552
ธุรกิจคอนเทนต์ยังขยายตัว / คาดการณ์กำไร 71 ล้านบาทในไตรมาส 4/52

เราคาดการณ์กำไรปกติของ CSL ที่ 71 ล้านบาทในไตรมาส 4/52 ลดลง 10% qoq จากรายจ่ายที่สูงช่วงปลายปีตามฤดูกาล แต่เพิ่มขึ้น 128% yoy จากปรับปรุงโครงสร้างต้นทุนธุรกิจอินเตอร์เน็ตดีขึ้น และการฟื้นตัวของธุรกิจคอนเทนต์ภายใต้ Shinee (ด้วยบริการข้อมูลร่วมกับ ADVANC, ความนิยมในข้อมูลดูดวง ผลกีฬา และสลากกินแบ่งรัฐบาล รวมถึงข้อมูลด้านการบันเทิงต่างๆ) ในทางกลับกันธุรกิจสมุดหน้าเหลือง และสื่อสิ่งพิมพ์โฆษณาย่อภายใต้วัฎฎะนั้นยังคงไม่ฟื้นตัวนัก

ปรับประมาณการกำไรปี 2552 เพิ่ม 7% เป็น 287 ล้านบาทหรือ 0.46 บาท/หุ้น

ด้วยแนวโน้มธุรกิจคอนเทนต์ที่โตเกินกว่าที่เราเคยคาดไว้ อีกทั้งการบริหารต้นทุนธุรกิจอินเตอร์เน็ตได้ดี เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2552 จากเดิม 7% เป็น 287 ล้านบาทหรือ 0.46 บาท/หุ้น เป็นการเติบโต 27% จากปีก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ด้วยแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องของธุรกิจสมุดหน้าเหลืองและวัฎฎะ ความคงที่ของธุรกิจอินเตอร์เน็ต และการเติบโตของธุรกิจคอนเทนต์ เราคาดว่ากำไรของ CSL จะค่อนข้างคงที่ในระดับ 289-292 ล้านบาท/ปีในปี 2553-2554

คาดการณ์เงินปันผล 0.26 บาท/หุ้นสำหรับครึ่งหลังของปี เทียบเท่า 8.3% ของราคาหุ้น

ผู้บริหารของบริษัทวางเป้าหมายจะจ่ายเงินปันผลปีละไม่ต่ำกว่า 0.40 บาท/หุ้น หลังจากที่บริษัทจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 0.14 บาท/หุ้น เราคาดว่าบริษัทจะประกาศจ่ายเงินปันผลอีก 0.26 บาท/หุ้นสำหรับงวดครึ่งหลังของปี 2552 เทียบเท่า 8.3% ของราคาหุ้นปัจจุบัน

คงแนะนำ ถือ ด้วยราคาเหมาะสมใหม่ 3.32 บาท/หุ้น

จากการปรับเพิ่มประมาณการกำไร เราจึงปรับเพิ่มคาดการณ์เงินปันผลสำหรับทั้งปี 2552 จากเดิม 0.36 บาท/หุ้นเป็น 0.40 บาท/หุ้น และประเมินราคาเหมาะสมตามวิธีคิดลดเงินปันผลเพิ่มจาก 3.26 บาท/หุ้นเป็น 3.32 บาท/หุ้น คงคำแนะนำ ถือ เนื่องจากเงินปันผลระดับสูงด้วยอัตราตอบแทนรายปี 12.8% ณ ราคาหุ้น

  • PHATRA ( 15.30 บาท : ขาย )ประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 4 ที่ 157 ล้านบาท โต 13% qoq ดีกว่าคาด
กำไรสุทธิไตรมาส 4 ดีกว่า ยังมีกำไรจากการลงทุนเป็นบวก 118 ล้านบาท

PHATRA ประกาศกำไรสุทธิงวดไตรมาส 4/52 ที่ 157 ล้านบาท (0.74 บาท/หุ้น) เพิ่มขึ้น 13% qoq รายได้จากธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์และอนุพันธ์ดีกว่าคาดที่ 209 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 1% แม้ว่าส่วนแบ่งการตลาดจะลดลงเหลือ 4.24% จาก 4.27% ในไตรมาส 3 แต่อัตราค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็น 0.185% จาก 0.173% ในไตรมาส 3 รายได้จากค่าธรรมเนียมและบริการต่ำกว่าคาดแต่โต 213% qoq และ 15% yoy เป็น 122 ล้านบาท บริษัทมีกำไรจากเงินลงทุนรวมดอกเบี้ยและเงินปันผล 118 ล้านบาท ลดลง 27% qoq ถ้าหากรวมกำไรจากที่ยังไม่รับรู้ในส่วนของผู้ถือหุ้นอีก 160 ล้านบาท จะมีกำไรจากการลงทุนรวมเท่ากับ 278 ล้านบาท

กำไรปี 52 โตเท่าตัว จากกำไรเงินลงทุนที่เป็นบวกถึง 399 ล้านบาท

รวมแล้ว PHATRA จะมีกำไรสุทธิปี 2552 ที่ 427 ล้านบาท (2 บาท/หุ้น) โตเท่าตัวจากปีก่อน โดยรายได้จากธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ลดลง 21.6% เป็น 700 ล้านบาท จากมูลค่าซื้อขายของบริษัทลดลงถึง 19% เพราะส่วนแบ่งการตลาดที่ลดลงเป็น 4.34% จากปี 51 อยู่ที่ 5.96% เหตุที่ส่วนแบ่งการตลาดลดลงมากเนื่องจากสัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในปี 52 ลดลงมามากอยู่ที่ 19% จากปี 51 ที่ 29% อีกทั้งอัตราค่าธรรมเนียมลดลงเป็น 0.174% จาก 0.182% อย่างไรก็ดีการกระจายรายได้โดยการลงทุนทำให้บริษัทมีกำไรจากเงินลงทุนเพิ่มขึ้นแข็งแกร่งตามสภาพตลาดหุ้น โดยในปี 52 มีกำไรจากการลงทุนในหลักทรัพย์และอนุพันธ์รวมเงินปันผลและดอกเบี้ยรับทั้งสิ้น 399 ล้านบาท ซึ่งถ้าหากรวมกำไรที่ยังไม่ได้รับรู้ในส่วนของผู้ถือหุ้นอีก 667 ล้านบาท จะมีกำไรจากการลงทุนทั้งสิ้น 1,116 ล้านบา พลิกฟื้นแข็งแกร่งจากผลขาดทุนที่ 388 ล้านบาทในปี 51

ปี 53 คาดกำไรปกติลดลง 40% เป็น 255 ล้านบาท ปรับลดคำแนะนำเป็น ขาย

แนวโน้มในปี 53 ภาพรวมเรายังคงมุมมองเป็นลบจากการเปิดเสรีค่าคอมฯแบบขั้นบันได ผู้บริหารยืนยันไม่ร่วมลงแข่งค่าคอมฯ 0% และกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมในส่วนของลูกค้าบุคคลที่ซื้อขายเกิน 20 ล้านบาทไว้ที่ 0.125 - 0.15% และส่วนของลูกค้าสถาบันในประเทศคงอัตราไว้ที่ 0.2% และส่วนของ exclusive partner คิดที่ 0.15% เราสมมติฐานให้อัตราค่าธรรมเนียมซื้อขายเฉลี่ยลดลงเป็น 0.158% จากปี 52 ที่ 0.174% โดยคาดว่าส่วนแบ่งการตลาดจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.5% จาก Merrill Lynch (ML) ซึ่งเป็น exclusive partner คาดว่าจะมีการซื้อขายมากขึ้น เราคาดการณ์กำไรสุทธิปี 53 ที่ 255 ล้านบาท (1.19 บาท/หุ้น) ลดลง 40% yoy เราประเมินมูลค่าหุ้นโดยอิง PER ปี 53 ที่ 12.7 เท่า หรือสะท้อน PBV ที่ 1 เท่า จะได้มูลค่าเหมาะสมปรับลดลงเป็น 15.10 บาท แม้เรามองว่าความเสี่ยงขาลงค่อนข้างต่ำแต่ภาพของธุรกิจหลักทรัพย์หลังเปลี่ยนโครงสร้างอัตราค่าคอมฯยังไม่ชัดเจนนัก อีกทั้งราคาหุ้นซื้อขายต่ำกว่าราคาเหมาะสมใหม่ของเราดังนั้นปรับคำแนะนำลงเป็น ขาย

  • PTTEP (132.00 บาท : ซื้อ) ประกาศผลกำไรไตรมาส 4/52 ออกมาลดลง 12% qoq แต่ปีนี้กำไรจะเติบโตสูงถึง 84% yoy
รายงานกำไรปี 2552 จำนวน 22,154 ล้านบาท ลดลง 47% yoy

บริษัทประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/52 ออกมาต่ำกว่าคาด (จากการตัดจำหน่ายหลุมแห้งมากกว่าที่คาดและค่าใช้จ่ายในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่สูงกว่าที่คาด) มีกำไรสุทธิ 4,652 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.40 บาท ลดลง 31% yoy และ 12% qoq ปริมาณการจำหน่ายปิโตรเลียมในไตรมาสนี้อยู่ที่ 249,903 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ/วัน เพิ่มขึ้น 13% yoy และ 6.5% qoq ส่งผลให้ปริมาณการจำหน่ายปิโตรเลียมทั้งปีเฉลี่ยอยู่ที่ 233,756 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ/วัน ลดลง 2.7% จากเป้าหมายที่ 240,240 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ/วัน ในขณะที่ราคาจำหน่ายปิโตรเลียมไตรมาสนี้อยู่ที่ 43.44 เหรียญ/บาร์เรล (+6.2% yoy, +8.9% qoq) ดีขึ้นจากไตรมาสก่อนตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ในไตรมาสนี้บริษัทมีการตั้งสำรองและบันทึกค่าใช้จ่ายจากเหตุการณ์ไฟไหม้ในโครงการ Montara (PTTEP ถือหุ้น 100%) อีก 158 ล้านเหรียญ หรือ 5,253 ล้านบาท และมีการรับรู้รายได้ชดเชยจากประกันภัยจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลที่โครงการ Montara จำนวน 40 ล้านเหรียญหรือ 1,341 ล้านบาท ซึ่งผลกระทบรวมหลังหักภาษีอยู่ที่ 1.7 พันล้านบาท และไตรมาสนี้ยังมีการตัดจำหน่ายหลุมแห้งในอิหร่านอีก 48 ล้านเหรียญหรือ 1.6 พันล้านบาทด้วย จากผลดังกล่าวทำให้ผลกำไรในปี 2552 ของบริษัทอยู่ที่ 22,154 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 6.70 บาท ลดลง 47% yoy ต่ำกว่าประมาณการของเรา 5.8% และได้ประกาศปริมาณสำรองฯ สิ้นปี 2552 ออกมา 1,099 ล้านบาร์เรล เพิ่มขึ้น 155 ล้านบาร์เรลหรือ 16% yoy หลักๆ จากการรวมโครงการ M9 เข้ามา

ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว คาดไตรมาส 1/53 กำไรจะกลับมาเติบโตโดดเด่น

เราคาดว่าผลประกอบการไตรมาส 1/53 จะกลับมาเติบโตโดดเด่นอีกครั้ง จากปริมาณการจำหน่ายปิโตรเลียมที่จะเพิ่มขึ้นจากการเปิดดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ของโครงการ MTJDA (PTTEP ถือหุ้น 50%) ด้วยกำลังการผลิตก๊าซ 270 ล้านลูกบาศ์กฟุต/วัน ในกลางเดือนกุมภาพันธ์, ราคาจำหน่ายปิโตรเลียมเฉลี่ยที่จะเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันและราคาก๊าซที่ปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนั้นการบันทึกเงินชดเชยประกันภัยที่เหลืออีก 226 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 7.3 พันล้านบาทก่อนหักภาษี (คาดทยอยบันทึกในครึ่งปีแรก) ก็จะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ผลกำไรไตรมาสนี่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเบื้องต้นเราคาดว่าผลกำไรจะดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 5,746 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.74 บาท/หุ้น

คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 195 บาท

บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลงวดครึ่งปีหลังอีก 1.20 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 1% โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 11 กุมภาพันธ์ จากปริมาณการจำหน่ายปิโตรเลียมและราคาจำหน่ายที่คาดว่าจะสูงขึ้น 10-15% ในปีนี้ บวกกับการบันทึกเงินชดเชยประกันภัยจากเหตุการณ์ไฟไหม้ในโครงการ Montara อีก 226 ล้านเหรียญและการตั้งสำรองและค่าใช้จ่ายของโครงการ Montara ที่ลดลง ทำให้เราคาดว่าบริษัทจะสามารถกลับมามีกำไรเติบโตสูงสุดในกลุ่มพลังงานถึง 84% yoy เป็น 40,814 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 12.34 บาท ราคาปัจจุบันซื้อขายต่ำกว่าราคาตามปัจจัยพื้นฐานมาก โดยมี upside ถึง 48% จากราคาเป้าหมายของเราที่ 195 บาท เราคงคำแนะนำ ซื้อ สำหรับ PTTEP

  • RATCH (34.50 บาท : ซื้อ) รายงานกำไรปี 52 ที่ 6,740 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% yoy ดีกว่าคาด 6%
รายงานกำไรไตรมาส 4/52 ที่ 1,183 ล้านบาท ลดลง 29% qoq และ 18% yoy

บริษัทประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 4/52 ออกมามีกำไรสุทธิ 1,183 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.82 บาท ลดลง 29% qoq และ 18% yoy จากการที่บริษัทจะมีการหยุดโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมชุดที่ 2 เป็นเวลา 49 วันในไตรมาส 4/52 ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม-16 ธันวาคม, โรงไฟฟ้าพลังความร้อนชุดที่ 1 อีก 35 วัน และชุดที่ 2 จำนวน 40 วัน และโรงไฟฟ้า RPCL ชุดที่ 1 อีก 24 วัน ตั้งแต่วันที่ 4 - 27 ตุลาคม 2552 เพื่อทำการซ่อมบำรุง ซึ่งมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมชุดที่ 2 เป็นเวลา 12 วัน ในส่วนของส่วนแบ่งผลกำไรของโรงไฟฟ้าไตรเอนเนอจี (TECO) ซึ่งบริษัทถือหุ้น 50% และโรงไฟฟ้าราชบุรี เพาวเวอร์ (RPCL) ซึ่งบริษัทถือหุ้นอยู่ 25% รวมเพิ่มขึ้นจาก 152 ล้านบาทในไตรมาส 4/51 เป็น 603 ล้านบาทในไตรมาสนี้ก็เป็นอีกปัจจัยช่วยหนุนผลกำไรไม่ให้ลดลงไปมากนัก สำหรับปี 2552 บริษัทรายงานกำไรออกมา 6,740 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 4.65 บาท เพิ่มขึ้น 4% yoy จากส่วนแบ่งผลกำไรจาก RPCL ที่เพิ่มขึ้นถึง 280% yoy เป็น 1,192 ล้านบาท แม้ว่าบริษัทจะมีภาระภาษีจ่ายเพิ่มขึ้นจาก 217 ล้านบาทในปี 2551 เป็น 831 ล้านบาทในปี 2552 ซึ่งเป็นผลมาจากการที่โรงไฟฟ้าพลังความร้อนชุดที่ 1 และ 2 เริ่มเสียภาษี 30% เต็มในไตรมาส 4 หลังจากที่โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมชุดที่ 1 และ 2 เริ่มเสียภาษีไปก่อนหน้านี้ เช่นเดียวกันกับ TECO ที่จะจ่ายภาษีเต็มปีด้วย

คาดผลกำไรไตรมาส 1/53 ชะลอตัวลงจากภาษีจ่ายที่เพิ่มขึ้น

แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/53 ของบริษัทคาดว่าผลกำไรมีแนวโน้มชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรปกติ 1,843 ล้านบาท หรือ 1.27 บาท/หุ้น จากภาระภาษีจ่ายที่เพิ่มขึ้นของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนชุดที่ 1 และ 2 แม้ว่าบริษัทจะมีการหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าน้อยกว่าปีก่อนก็ตาม โดยในปีนี้บริษัทจะมีการหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมชุดที่ 3 ในช่วงวันที่ 27 มีนาคม - 10 เมษายน ซึ่งจะกระทบกับผลการดำเนินงานไตรมาสนี้แค่ 5 วัน เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีการหยุดโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมชุดที่ 3 เป็นเวลา 30 วัน

คาดปันผลอีก 1.10 บาท สำหรับงวดครึ่งปีหลัง แนะนำ ซื้อ

เราคาดว่าบริษัทจะจ่ายเงินปันผลงวดครึ่งปีหลังได้อีก 1.10 บาท/หุ้น หลังจากจ่ายปันผลครึ่งปีแรกไปแล้ว 1.10 บาท คิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทนครึ่งปีหลัง 3.2% ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ PER 8.1 เท่าและมี upside 25% จากราคาที่เหมาะสมของเราที่ 43 บาท แม้ว่าเราจะประเมินผลการดำเนินงานในปีนี้ลดลง 8% yoy เป็นกำไรสุทธิ 6,193 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 4.27 บาท จากภาระภาษีจ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่จากอัตราเงินปันผลที่สูงและราคาหุ้นที่ยังมีราคาต่ำกว่าราคาตามปัจจัยพื้นฐานอยู่ ทำให้เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ สำหรับ RATCH

  • SSI (1.12 บาท : ซื้อ) แนวโน้มกำไรไตรมาส 1/53 จะยังโดดเด่นถึง 800-1,000 ล้านบาท ผู้บริหารตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 2.7 ล้านตัน โต 54%
ผู้บริหารของ SSI ตั้งเป้าหมายยอดขายปีนี้ 2.7 ล้านตัน โต 54%

บมจ. สหวิริยาสตีลอินดัสตรี (SSI) ได้จัดประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวันศุกร์ (29 ม.ค.) ที่ผ่านมา โดยผู้บริหารของ SSI มีมุมมองในด้านบวกอย่างมากต่อแนวโน้มผลประกอบการในปี 2553 ซึ่งได้ตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 2.7 ล้านตัน หรือ เติบโตจากปี 2552 เท่ากับ 54% เนื่องจากได้แรงหนุนจาก 1.) มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล 2.) การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ 3.) ตลาดเอเชียยังเติบโต 4.) แรงกดดันด้านต้นทุน คือ Iron Ore, Coking Coal และ น้ำมัน จะยังพลักดันราคาเหล็กเป็นขาขึ้น สำหรับแนวโน้มไตรมาส 1/53 จะยังอยู่ในเกณฑ์ดีมากๆ คือ เท่ากับ เป้าหมาย 2.7 ล้านตัน หารด้วย 4 หรือ ประมาณ 675,000 ตัน เนื่องจากได้แรงหนุนจาก ยอดขายไตรมาสแรกมีคำสั่งจองล่วงหน้าแล้วถึง 80% ปริมาณสต็อกวัตถุดิบที่สูงและมีราคาต่ำกว่าราคานำเข้าใหม่ คู่แข่งยังมีปริมาณผลิตไม่มาก ขยายตลาดส่งออกที่ราคา 600 เหรียญ/ตัน และ การผลิตปริมาณมากทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำลง

คาดกำไรไตรมาส 1/53 จะยังโดดเด่นและสูงถึง 800-1,000 ล้านบาท

เราประเมินแนวโน้มกำไรไตรมาส 1/53 เบื้องต้นจะยังโดดเด่นและสูงถึง 800-1,000 ล้านบาท ชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนเล็กน้อยที่มีกำไรเท่ากับ 1,151 ล้านบาท โดยประมาณการของเราเป็นการประเมินแนวโน้มแบบอนุรักษ์นิยม คือ ประเมินปริมาณขายเพียง 550,000 ตัน ต่ำกว่าประมาณการของผู้บริหารเท่ากับ 675,000 ตัน ในขณะที่ราคาขายประเมินว่าจะปรับขึ้นเล็กน้อยเป็น 590-600 เหรียญ/ตัน จาก 585-595 เหรียญ/ตัน และ ต้นทุนวัตถุดิบ Slab ที่ เพิ่มขึ้นประมาณ 25 เหรียญต่อตัน ตัวเลขประเมินกำไรเบื้องต้นดังกล่าวนับว่าโดดเด่นอย่างมาก เพราะ คิดเป็นเกือบ 50% ของประมาณการทั้งปีของเรา

แนวโน้มผลประกอบการในปี 2553 คาดจะได้แรงหนุนจากทั้งปริมาณขายและราคา

แนวโน้มผลประกอบการของ SSI ในปี 2553 เราประเมินจะได้แรงหนุนจากคู่แข่งยังประสบปัญหาทางการเงิน และ ความต้องการเหล็กในประเทศที่ขยายตัว โดยสถาบันเหล็ก ประเมินความต้องการเหล็กในประเทศจะเพิ่มขึ้น 10-25% เป็น 10.98-12.57 ล้านตัน สำหรับแนวโน้มราคาเหล็ก เราคาดหมายแนวโน้มราคาเหล็กในไตรมาสแรกนี้จะเป็นขาขึ้น เนื่องจากต้นทุนผลิตเหล็กของโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้ง ราคาสินแร่เหล็ก (Iron Ore) และ ราคา Coking Coal ในขณะที่ SSI มีต้นทุนวัตถุดิบ Slab ในสต็อกสูงถึง 8 แสนตัน ที่ราคาประมาณ 435-465 เหรียญ/ตัน เทียบกับราคา Slab นำเข้าปัจจุบันอยู่ที่ 490-500 เหรียญ/ตัน จึงมีความได้เปรียบในแง่ต้นทุน สำหรับประมาณการเราค่อนข้างอนุรักษ์นนิยมและต่ำกว่าประมาณการของผู้บริหาร โดยประเมินยอดขายไว้ที่ 2 ล้านตัน หรือ เท่ากับ 5 แสนตันต่อไตรมาส และ มีกำไรสุทธิเท่ากับ 1,975 ล้านบาท (กำไรต่อหุ้น 0.15 บาท) เพิ่มขึ้น 55%

แนะนำ ซื้อ กำไรปีนี้มีแนวโน้มจะมากกว่าคาด ประเมินราคาเหมาะสม 1.50 บาท

ผลประกอบการปี 2553 มีแนวโน้มจะมากกว่าที่เราประเมินไว้มาก แม้จะเป็นประมาณการแบบอนุรักษ์นิยม แต่ยังซื้อขาย P/E ปี 2553 ที่ต่ำเพียง 7.4 เท่า และ ต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชีต่อหุ้นที่ 1.4 บาท เราประเมินราคาเหมาะสมเท่ากับ 1.5 บาท บนฐาน P/E ปี 2553 เท่ากับ 10 เท่า ดังนั้น เราจึงคงแนะนำ ซื้อ

สรุปคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 4/52 กลุ่มธนาคารและบริษัททั่วไป

สรุปผลคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 4/52

หุ้น

กำไรที่คาดไว้(ล้านบาท)

กำไรที่ประกาศ (ล้านบาท)

 

กำไร

 

คำแนะนำ

 

4Q09E

qoq

yoy

4Q09

3Q09

4Q08

07

08

09E

 

กลุ่มธุรกิจการเกษตร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

CPF*

2,236

(39%)

612%

-

3,636

314

1,007

3,046

9,806

ซื้อ

UVAN

74

48%

19%

-

141

62

505

1,445

567

ถือ

กลุ่มธนาคาร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

BAY

2,060

(5%)

144%

1,705

2,172

844

(3,992)

4,896

6,657

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

BBL

4,945

(2%)

(6%)

5,967

5,069

5,268

19,218

20,243

20,764

ซื้อ

KBANK

3,877

4%

39%

3,668

3,720

2,790

15,005

15,333

14,892

ซื้อ

KTB

2,551

(40%)

9%

2,548

4,250

2,332

6,407

12,272

12,020

ซื้อเก็งกำไร

SCB

4,907

(6%)

23%

4,780

5,198

3,983

17,356

21,414

20,760

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

กลุ่มวัสดุก่อสร้าง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

BSBM

65

306%

n.a.

-

16

(213)

161

124

107

ซื้อ

DCC

232

(3%)

76%

232

240

132

578

664

996

ซื้อ

SCC

5,600

(20%)

n.a.

5,332

6,988

(3,480)

30,352

16,771

24,346

ซื้อ

SSI

780

(41%)

n.a.

1,151

1,313

(5,481)

837

(5,166)

1,272

ซื้อ

TSTH (3Q10F)

75

(68%)

n.a.

-

238

(2,266)

2,701

81

496

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

กลุ่มสื่อสาร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ADVANC*

4,258

2%

8%

-

4,174

3,933

16,347

18,820

17,135

ซื้อ

AIT

88

47%

83%

-

60

48

94

211

297

ซื้อ

CSL*

71

(10%)

129%

-

79

31

238

225

287

ถือ

DTAC*

1,952

19%

59%

-

1,636

1,224

5,859

7,568

6,444

ทยอยสะสม

SAMART

122

(12%)

n.a.

-

139

(61)

574

262

427

ซื้อ

กลุ่มพลังงาน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

PTTAR

1,608

(6%)

n.a.

-

1,708

(10,654)

18,018

(8,465)

9,272

ซื้อเก็งกำไร

PTTEP

6,018

14%

(11%)

4,652

5,259

6,789

28,455

41,675

23,519

ซื้อ

TOP

1,820

(8%)

n.a.

-

1,978

(8,394)

19,118

224

12,270

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

MAJOR*

138

100%

106%

-

69

67

597

496

304

ทยอยสะสม

MCOT

360

3%

19%

-

349

302

1,111

1,228

1,349

ซื้อเก็งกำไร

กลุ่มอิเล็คโทรนิคส์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

CCET*

423

(3%)

(5%)

-

434

443

2,970

2,242

1,594

เปลี่ยนตัวเล่น

KCE*

127

19%

n.a.

-

107

(187)

208

(186)

55

ซื้อ

SMT

80

8%

129%

-

74

35

98

201

268

ทยอยสะสม

กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

TVO*

283

(34%)

n.a.

-

431

(288)

1,283

1,327

913

ซื้อลงทุน

กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

AP

587

73%

9%

-

339

538

899

1,638

1,758

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

LPN

254

(36%)

10%

-

399

231

928

1,205

1,423

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

MK

125

(7%)

(7%)

-

135

135

332

404

536

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

PS

1,670

157%

91%

-

651

875

1,302

2,373

3,648

ซื้อเก็งกำไร

SPALI

615

5%

186%

-

587

215

816

1,069

2,430

ซื้อ

กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

AOT*

822

n.a.

24%

-

(649)

661

(1,716)

4,642

949

ซื้อลงทุน

BECL

375

(22%)

(24%)

-

482

495

1,407

1,444

1,738

ถือ

PSL

541

(23%)

(56%)

-

703

1,227

4,156

4,939

3,172

ซื้อลงทุน

THAI*

5,240

n.a.

n.a.

-

(1,247)

(2,648)

4,134

(8,566)

3,615

ซื้อเก็งกำไร

*กำไรปกติ

NVDR Trading Data by Stock

Top 20 Net BUY (29/01/10)

 

Value (Btmn)

 

Buy

Sell

Total

Net

PTTCH

512.28

209.06

721.34

303.21

PTT

209.27

73.67

282.94

135.60

BBL

634.28

514.96

1,149.24

119.32

KBANK

151.97

67.32

219.29

84.66

DTAC

84.51

7.91

92.43

76.60

ADVANC

86.51

20.48

106.99

66.04

TMB

28.40

4.96

33.35

23.44

PS

20.40

2.71

23.11

17.70

KTB

31.43

14.58

46.01

16.84

TRUE

18.78

1.95

20.72

16.83

EGCO

18.75

4.22

22.97

14.53

ITD

21.91

9.30

31.21

12.61

BAY

32.45

20.71

53.16

11.73

STA

15.33

3.68

19.01

11.65

SCIB

17.57

6.05

23.62

11.53

MINT

10.84

2.89

13.72

7.95

HANA

9.18

1.37

10.55

7.81

BLA

11.50

6.65

18.16

4.85

BECL

5.94

1.14

7.08

4.80

TCAP

7.25

2.58

9.83

4.67

Top 20 Net SELL (29/01/10)

 

Value (Btmn)

 

Buy

Sell

Total

Net

BANPU

161.82

677.13

838.95

-515.31

PTTEP

37.65

127.09

164.74

-89.45

CPF

20.83

98.57

119.41

-77.74

TTA

4.67

80.81

85.49

-76.14

LH

14.12

69.07

83.19

-54.94

SCB

73.44

116.42

189.86

-42.98

AP

0.40

19.77

20.17

-19.37

SCC

14.86

27.65

42.51

-12.79

IRPC

7.69

17.70

25.39

-10.01

AMATA

0.13

6.45

6.58

-6.31

BIGC

-

5.66

5.66

-5.66

GLOW

1.08

5.91

6.98

-4.83

CENTEL

-

3.91

3.91

-3.91

BEC

1.09

4.54

5.63

-3.44

SCCC

0.73

3.59

4.32

-2.85

SAMART

-

2.78

2.78

-2.78

RATCH

1.25

3.98

5.23

-2.73

TOP

9.09

11.09

20.18

-2.00

CPN

0.56

2.43

2.99

-1.87

MPIC

0.66

2.33

3.00

-1.67

Top 20 Most Active (29/01/10)

 

Value (Btmn)

 

Buy

Sell

Total

Net

BBL

634.28

514.96

1,149.24

119.32

BANPU

161.82

677.13

838.95

-515.31

PTTCH

512.28

209.06

721.34

303.21

PTT

209.27

73.67

282.94

135.60

KBANK

151.97

67.32

219.29

84.66

SCB

73.44

116.42

189.86

-42.98

PTTEP

37.65

127.09

164.74

-89.45

CPF

20.83

98.57

119.41

-77.74

ADVANC

86.51

20.48

106.99

66.04

DTAC

84.51

7.91

92.43

76.60

TTA

4.67

80.81

85.49

-76.14

LH

14.12

69.07

83.19

-54.94

BAY

32.45

20.71

53.16

11.73

KTB

31.43

14.58

46.01

16.84

SCC

14.86

27.65

42.51

-12.79

TMB

28.40

4.96

33.35

23.44

ITD

21.91

9.30

31.21

12.61

IRPC

7.69

17.70

25.39

-10.01

CPALL

11.62

12.13

23.75

-0.51

SCIB

17.57

6.05

23.62

11.53

คำชี้แจง : ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ของ บมจ. หลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) มี 2 ทีม คือ ฝ่ายวิจัย สำหรับนักลงทุนในประเทศ (KELIVE Research) และ ฝ่ายวิจัยนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ (Kim Eng Research) อันมีเหตุผลมาจากลักษณะที่แตกต่างในด้าน ลักษณะผู้ลงทุน วัตถุประสงค์ และ กลยุทธ์ ทำให้คำแนะนำ และ/หรือ ราคาเป้าหมายอาจมีความแตกต่างกัน โดย KELIVE Research มีวัตถุประสงค์ที่จะทำบทวิเคราะห์เพื่อสนับสนุนข้อมูลการลงทุนแก่นักลงทุนในประเทศ ( ท่านสามารถดูรายละเอียดได้จาก http://kelive2.kimeng.co.th )ในขณะที่ Kim Eng Research สำหรับนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ ( ท่านสามารถดูรายละเอียดได้จาก www.kimengresearch.com.sg). ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่นักลงทุนจะต้องอ่าน และทำความเข้าใจ สมมติฐาน และ พื้นฐานของคำแนะนำ ของแต่ละงานวิจัย

เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลที่ บมจ. หลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เห็นว่าน่าเชื่อถือประกอบกับทัศนะส่วนตัวของผู้จัดทำ ซึ่งมิได้หมายถึงความถูกต้องหรือสมบูรณ์ของข้อมูลดังกล่าวแต่อย่างใด และเอกสารนี้ได้จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการลงทุนเท่านั้น มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะชักชวนหรือชี้นำการซื้อขายหลักทรัพย์ใดโดยเฉพาะหรือเป็นการทั่วไปแต่อย่างใด นักลงทุนพึงใช้ข้อมูลในเอกสารนี้ประกอบกับข้อมูลและความเห็นอื่น ๆ และวิจารณญาณของตนในการตัดสินใจการลงทุนให้เหมาะสมแก่กรณี ทั้งนี้ความเห็นที่แสดงอยู่ในเอกสารนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้จัดทำ บมจ. หลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ตลอดจนผู้บริหารและพนักงานของบริษัทไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องกับความเห็นที่แสดงอยู่ในเอกสารนี้ด้วยแต่อย่างใด