»ค้นหาแบบมีเงื่อนไข
Sign In
 
Thailand | Singapore | Malaysia
     
วิเคราะห์ภาพรวม กระแสข่าว/กลยุทธ์
 

By จอร์จ ฮิบส์/มยุรี โชวิกรานต์ /กิติชาญ ศิริสุขอาชา     
02 Feb 9:12AM : กระแสข่าว/กลยุทธ์ (02/02/53)

Kim Eng Securities (Thailand) Ltd.
 

ประเมินแนวโน้มตลาด/กลยุทธ์การลงทุน/บทวิเคราะห์

ประเมินแนวโน้มตลาด

เราคาดว่าตลาดหุ้นไทยจะฟื้นตัวต่อเนื่องในวันนี้ หลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นตอบรับตัวเลขดัชนี ISM (บ่งชี้ภาวะการผลิตในภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ) ที่ออกมาดีกว่าคาด อย่างไรก็ตามกรอบการปรับตัวขึ้นจะถูกจำกัดจากแรงกดดันจากปัญหาการเมืองในประเทศที่บดบังข่าวเชิงบวกเรื่องตัวเลขเศรษฐกิจทั้งในประเทศ และต่างประเทศที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง ทำให้มูลค่าการซื้อขายวานนี้ค่อนข้างเบาบาง ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิจำนวนมาก อย่างไรก็ตามเราเชื่อว่าปัญหาดังกล่าวจะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และเมื่อถึงเวลานั้นนักลงทุนจะกลับมาให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ, อัตราการขยายตัวของกำไรของบริษัทจดทะเบียน และอัตราเงินปันผลจ่ายอีกครั้ง ด้วยพื้นฐานความคิดดังกล่าว เรายังคงแนะนำนักลงทุนให้เน้นลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี, กำไรเติบโตแข็งแกร่ง, และจ่ายเงินปันผลในระดับสูง โดยวันนี้เราขอแนะนำ SPALI, PDI และ PTTEP

  • นักลงทุนต่างประเทศยังคงขายสุทธิต่อ: ตลาดหุ้นไทยไม่สามารถที่จะปรับตัวขึ้นไปได้ไกลมากนัก หากขาดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศมาช่วยหนุนราคาหุ้น และตราบใดที่ราคาหุ้นปรับตัวลงถึงจุดที่น่าสนใจ เมื่อเปรียบเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน และอัตราการเติบโตของกำไร เราเชื่อว่านักลงทุนต่างประเทศจะกลับเข้าตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง เราพบว่านักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 1,212 ล้านบาทเมื่อวานนี้ ทำให้ยอดขายสุทธิสะสมของนักลงทุนต่างประเทศจากต้นปีเพิ่มขึ้นเป็น 8,697 ล้านบาท ขณะเดียวกันนักลงทุนสถาบันในประเทศกลับมาซื้อสุทธิ 757 ล้านบาทตามคาด แต่ก็เป็นปริมาณที่ไม่สูงมากนัก
  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น หลังตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรมออกมาดีกว่าคาด: สถาบันบริหารการจัดการอุปทาน (The Institute for Supply Management) รายงานดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับตัวขึ้นจากระดับ 54.9 จุดในเดือนธันวาคม 52 เป็น 58.4 จุดในเดือนมกราคม 53 ซึ่งถือเป็นการปรับตัวขึ้นหกเดือนติดต่อกัน นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ยังรายงานตัวเลขการใช้จ่ายของผู้บริโภคปรับตัวขึ้น 0.2%mom ในเดือนธันวาคมซึ่งถือเป็นเดือนที่สามติดต่อกัน รวมทั้งรายได้ภาคครัวเรือนที่ออกมาดีกว่าตลาดคาด ตัวเลขเศรษฐกิจที่ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อเนื่องส่งผลให้ดัชนี Dow Jones ปรับตัวขึ้น 118.20 จุด หรือ 1.17% ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปรับตัวขึ้น 1.43% และ 1.11% ตามลำดับ
  • ค่าเงิน US dollar เทียบเยน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้น หลังตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดีกว่าคาด: เราพบว่าค่าเงิน US dollar เทียบเยน และปอนด์แข็งค่าขึ้น ขณะที่ค่าเงิน US dollar เทียบยูโรอ่อนค่าลง หลังตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดีกว่าคาด ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบฟื้นตัวขึ้น 1.54 เหรียญ หรือ 2.1% ปิดที่ 74.43 เหรียญ/บาร์เรล ขณะที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้น 21.30 เหรียญสหรัฐฯ เป็น 1,104.30 เหรียญสหรัฐฯ ต่อออนซ์

แนวการลงทุน:

เราคงสัดส่วนการถือครองหุ้นที่ระดับ 70%

สัดส่วนลงทุน:

  • หุ้น = 70%
  • เงินสด = 30%

หุ้นแนะนำ

กลุ่มพลังงาน : PTT, PTTEP, BANPU, PTTAR, IRPC

กลุ่มธนาคารพาณิชย์ : BBL, KBANK, TCAP, KTB

กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ : SPALI, AP, LPN, QH

กลุ่มวัสดุก่อสร้าง : SCC, TASCO, DCC, SSI

กลุ่มสื่อสาร : ADVANC, DTAC

กลุ่มอิเล็คโทรนิคส์ : HANA

กลุ่มเดินเรือ : TTA

กลุ่มอื่นๆ : CPF, TPC, TVO, AIT, MAJOR    

กลยุทธ์หุ้น

SPALI : หุ้นถูกมาก PER ต่ำเพียง 4.2 เท่า ปันผลครึ่งปีหลังสูง 6.6%

เราคาดว่าผลประกอบการไตรมาส 4/52 จะเพิ่มขึ้น 186% yoy เป็น 615 ล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากการโอนคอนโดมิเนียมซิตี้โฮม รัชดา-ปิ่นเกล้า, พาร์ค ศรีนครินทร์ และรีวาวิสต้า 2 ประกอบกับยอดขายโครงการแนวราบที่แข็งแกร่ง เราปรับประมาณการกำไรปีนี้ขึ้น 14% เป็น 2.41 พันล้านบาทหรือ 1.40 บาทต่อหุ้น จากผลกำไรที่คาดว่าจะเติบโตสูงในไตรมาส 4/52, PER ที่ต่ำเพียง 4.2, คาดจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการครึ่งปีหลังอีก 0.39 บาท ซึ่งคิดเป็นอัตราเงินปันผลที่สูงถึง 6.6%  และ upside ที่สูงถึง 31% จากราคาเป้าหมายของเราที่ 7.70 บาท ทำให้เราแนะนำ ซื้อ

PDI : ราคาลงมาแรงเกินกว่าราคาสังกะสีที่ปรับลงแล้ว มีโอกาสฟื้นตัวระยะสั้น

เมื่อคืนนี้ราคาสังกะสี LME ฟื้นตัวขึ้น 1.66% มาอยู่ที่ 2,145 เหรียญ/ตัน โดยในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาหุ้นปรับลดลงมาแรงถึง 21% ในขณะที่ราคาสังกะสีปรับลดลง เพียง 14 % จากมาตรการควบคุมความร้อนแรงของเศรษฐกิจจีนและค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น เราเห็นว่าราคาหุ้นปัจจุบันปรับลดลงมาสะท้อนกับราคาสังกะสีที่ปรับลดลงมามากเกินไป ดังนั้นคาดว่าราคาหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวระยะสั้นตามราคาสังกะสีและผลประกอบการไตรมาส 4/52 ที่คาดว่าจะประกาศออกมามีกำไรดีที่สุดของปี 2552 ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ PER 6.5 เท่า, อัตราเงินปันผลตอบแทน 6% และ upside อีก 54% จากราคาที่เหมาะสมของเราที่ 26 บาท แนะนำ ซื้อ

PTTEP : ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว กำไรปีนี้จะเติบโตสูงถึง 84%

เมื่อคืนนี้ราคานำมันดิบฟื้นตัวขึ้น 1.54 เหรียญ หรือ 2.1% ปิดที่ 74.43 เหรียญ/บาร์เรล เราคาดว่าผลประกอบการไตรมาส 1/53 จะกลับมาเติบโตโดดเด่นอีกครั้ง จากปริมาณการจำหน่ายปิโตรเลียมที่จะเพิ่มขึ้นจากการเปิดดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ของโครงการ MTJDA (PTTEP ถือหุ้น 50%) ด้วยกำลังการผลิตก๊าซ 270 ล้านลูกบาศ์กฟุต/วัน ในกลางเดือนกุมภาพันธ์, ราคาจำหน่ายปิโตรเลียมเฉลี่ยที่จะเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันและราคาก๊าซที่ปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนั้นการบันทึกเงินชดเชยประกันภัยที่เหลืออีก 226 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 7.3 พันล้านบาทก่อนหักภาษี (คาดทยอยบันทึกในครึ่งปีแรก) ก็จะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ผลกำไรไตรมาสนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เราคาดว่าบริษัทจะสามารถกลับมามีกำไรเติบโตสูงสุดในกลุ่มพลังงานถึง 84% yoy เป็น 40,814 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 12.34 บาท ราคาปัจจุบันซื้อขายต่ำกว่าราคาตามปัจจัยพื้นฐานมาก โดยมี upside ถึง 44% จากราคาเป้าหมายของเราที่ 195 บาท เราคงคำแนะนำ ซื้อ

ปฏิทินเศรษฐกิจ

U.S. economic data this week

 

Releases

Period

Unit

Actual

Est.

Prior

Feb-01

Personal Income

DEC

MoM

 0.4%

0.30%

0.40%

 

Personal Spending

DEC

MoM

 0.2%

0.30%

0.50%

 

ISM Manufacturing

JAN

Index

 58.4

55.5

55.9

 

Construction Spending

DEC

MoM

 -1.2%

-0.50%

-0.60%

Feb-02

Pending Home Sales

DEC

MoM

 

1.00%

-16.00%

 

Auto Sales

JAN

mn

 

-

4.14

 

Truck Sales

JAN

mn

 

-

4.49

Feb-03

Challenger Job Cuts

JAN

YoY

 

-

-72.90%

 

ADP Employment Change

JAN

,000

 

-40

-84

 

ISM Non-Manf. Composite

JAN

Index

 

51

50.1

Feb-04

Nonfarm Productivity

4Q P

QoQ

 

6.00%

8.10%

 

Unit Labor Costs

4Q P

QoQ

 

-2.50%

-2.50%

 

Initial Jobless Claims

Jan-31

,000

 

455

470

 

Continuing Claims

Jan-24

,000

 

4577

4602

 

Factory Orders

DEC

MoM

 

0.50%

1.10%

Feb-05

Change in Nonfarm Payrolls

JAN

,000

 

13

-85

 

Unemployment Rate

JAN

%

 

10.00%

10.00%

 

Average Hourly Earnings

JAN

MoM

 

0.20%

0.20%

 

Average Weekly Hours

JAN

hours

 

33.2

33.2

 

Consumer Credit

DEC

bn

 

-$9.5

-$17.5

Source: Bloomberg.com

สรุปข่าว
"TTW" สายแข็งต่อท่อรายได้เปิดแผน 2 ปีรุกตลาดเอเชีย (ทันหุ้น 2/2/53) : "สมโพธิ ศรีภูมิ" หัวเรือใหญ่ TTW ประกาศศักดา 8 กุมภาพันธ์เปิดแผน 2 ปีพร้อมใส่เกียร์รุกตลาดในภูมิภาคเอเชียต่อสายป่านรายได้ ลั่นเตรียมควักกระเป๋าปันผลทันที หลังแจ้งงบต้นสัปดาห์หน้าแย้มรายได้-กำไรอื้อซ่า สมใจผู้ถือหุ้น ส่วนเป้ารายได้ปีนี้ตั้งไว้ที่ 4,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% หากเทียบปีก่อนไม่หวั่นการเมืองอึมครึม เชื่อเศรษฐกิจฟื้นทุกอย่างสดใส โบรกประเมินเทคนิคแนะเล่นตามกรอบ 4.26-4.56 บาท

TCAP หุ้นเทพพุ่งรับ SCIB เกาหลีถอนตัวทางสะดวก (ทันหุ้น 2/2/53) : TCAP ราคาพุ่งทันตาหลังมีข่าว KDB แห่งเกาหลีถอนตัวประมูล SCIB ล่าสุดเหลือคู่แข่งแต่ HSBC แห่งเดียว ด้านวงการคาด TCAP ภาษีดีมีโอกาสปิดดีลสูง แต่หากพลาดก็ยังยิ้มได้เหตุตุนหุ้น SCIB เต็มหน้าตัก ขายทำกำไรยังดูดี ส่วนเทคนิคโบรกไฟเขียวเก็งกำไร แนวรับ 21 บาท แนวต้าน 22 บาท

พรูเด็นเชียลจับมือ "ยูโอบี" ขายประกันฯ (กรุงเทพธุรกิจ 2/2/53) : นายบินายัค ดัตตา กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรูเด็นเชียล ประกันชีวิต (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่มพรูเด็นเชียลมุ่งมั่นขยายธุรกิจผ่านธนาคารในเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศไทยให้เติบโตขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้น บริษัทและธนาคารยูโอบี จึงประกาศความร่วมมือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อขยายธุรกิจแบงก์แอสชัวรันส์ในประเทศไทย

"ทีอาร์ซี" ลุ้นงานรัฐ เมินปัญหาการเมือง รายได้ปีนี้ 2 พันล้าน (กรุงเทพธุรกิจ 2/2/53) : ทีอาร์ซี ยืนแผนดันสัดส่วนรายได้งานรัฐ 30-40% แม้ปัญหาการเมืองยืดเยื้อ เดินหน้าลุยงานโอมาน - พม่า หวังลดความเสี่ยงงานในประเทศซบ พร้อมเจรจาโลคอลพาร์ทเนอร์ในเวียดนาม หวังดันรายได้ปี 54 ส่วนปีนี้คาดรายได้ 2 พันล้านบาทใกล้เคียงปี 52

SCB มั่นใจสินเชื่อรายใหญ่ฉลุยผนึกจับ 3 แบงก์ปล่อยกู้ 1.2 หมื่นล. (ผู้จัดการรายวัน 2/2/53) : ไทยพาณิชย์ตั้งเป้าสินเชื่อรายใหญ่ปี 53 โต 11-14% มั่นใจเป็นไปตามเป้าหมายแน่นอน เนื่องจากลูกค้าหันไปลงทุนขยายธุรกิจในต่างประเทศแทน ล่าสุดจับมือ 3 แบงก์ ปล่อยกู้ร่วมให้บริษัทลูกปตท.ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์ วงเงินรวม 1.2 หมื่นล้านบาท

ก.ล.ต.หนุนจัดตั้ง "Gold ETF" เอื้อประโยชน์อุตสาหกรรมทองคำ (ผู้จัดการรายวัน 2/2/53) : ก.ล.ต.หนุนตั้ง gold ETF เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุนให้นักลงทุน และสนับสนุนให้ร้านทองมีส่วนร่วมในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เชื่อเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมทองคำและเพิ่มความหลากหลายของสินค้าในตลาดทุนพร้อมให้ทำหน้าที่ส่งคำสั่งซื้อขายไปยังตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้โดยไม่ต้องผ่านบริษัทหลักทรัพย์ และเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่จะสามารถซื้อ ขาย หรือยืมทองคำแท่งกับกองทุนรวมได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ผู้ถือหุ้นไฟเขียว TTA จ่ายเงินปันผล 54 สต. (ผู้จัดการรายวัน 2/2/53) : ผู้ถือหุ้น "โทรีเซนไทย" อนุมัติจ่ายเงินสดปันผลหุ้นละ 0.54 บาท ลดทุนและเพิ่มทุนรองรับเสนอขายให้บุคคลในวงจำกัด 50 ล้านบาทเพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงินในอนาคต พร้อมไฟเขียวให้บริษัทย่อย "เมอร์เมด มาริไทม์" เดินหน้า ESOP Scheme ขายหุ้นให้พนักงานในองค์กร 4 ล้านหน่วย

กองทุนน้ำมันติดลบจี้ขึ้นราคาแก๊ส ปตท.ซีดแบกนำเข้า 3 หมื่นล้าน (ไทยโพสต์ 2/2/53) : ปี 53 นำเข้าก๊าซหุงต้มพุ่งพรวดแน่ 1.7 ล้านตัน กองทุนน้ำมันฯ ติดลบ แนวโน้มขึ้นราคาแน่ ปตท.แบกนำเข้า 3 หมื่นล้านแล้ว ด้าน สนพ.รอจังหวะน้ำมันขาลง รีดเบนซิน 91 โปะ 40-60 สตางค์ หวังถ่างราคาแก๊สโซฮอล์ 91 ถูกกว่า 95 จูงใจคนใช้มอเตอร์ไซค์

ล็อกซเล่ย์ทางสะดวก มาร์คจ่อลุยหวยหกตัว (ข่าวหุ้น 2/2/53) : "ล็อกซเล่ย์" รอข่าวดีจาก "อภิสิทธิ์" สั่งเดินหน้าทำสลากกินแบ่ง 6 ตัว ขณะที่วานนี้ยื่นหนังสือข้อเสนอถึงมือ"เกียรติ"แล้ว ด้านสำนักงานสลากฯยันกฤษฎีกาตีความชัดเจน ออกสลาก 6 ตัวด้วยเครื่องทำได้ ตามมาตรา 13 พรบ.สลากปี 2517 ส่วนโควตาสลาก 46ล้านฉบับ รอรื้อระบบจัดจำหน่ายใหม่ หากรัฐบาลให้ล็อกซเล่ย์ทำสลากฯ 6 ตัว

SCCเทกโอเวอร์คิวคอน (ข่าวหุ้น 2/2/53) : ลือสนั่น SCC เทกโอเวอร์ Q-CON หวังต่อยอดและขยายไลน์ธุรกิจวัสดุก่อสร้างไปสู่อิฐมวลเบา งานนี้ใช้เงินไม่เกิน 780 ล้านบาทถือหุ้น 50% อิงมูลค่าทางบัญชี(BV)ตอนพีทสุดของธุรกิจที่ 3.90 บาท แต่ปัจจุบันบุ๊คลดเหลืออยู่เพียงแค่ 3.19 บาท ด้าน "รัตน์" ชี้ผู้ซื้อเป็นบจ.ในตลาดหุ้น และต้องซื้อไม่ต่ำกว่า 3 บาท

DEMCOปีนี้กระโดด5พันล้าน รอเซ็นสัญญาโครงการพลังงานลม3.3พันล้าน (ข่าวหุ้น 2/2/53) : "เด็มโก้" มั่นใจปีนี้เติบโตแบบก้าวกระโดด คาดรายได้ 5,000 ล้านบาท จาก Q1 รอเซ็นสัญญาโครงการพลังงานลมอย่างน้อย 3 โครงการ มูลค่า 3,300 ล้านบาท พร้อมโชว์แบ็กล็อก 2,900 ล้านบาท หวังปีนี้ลุ้นเพิ่มงานใหม่อีก 1,000 ล้านบาท

AIS สั่งปิดโรมมิ่งเสียง3จี (ข่าวหุ้น 2/2/53) : AIS เอาจริงปิดโรมมิ่งเสียง 3จีทีโอทีใน 7 วัน ลูกค้าที่ซื้อซิมจาก MVNO ทั้ง 5 รายใช้งานได้แต่ดาต้า โทร-เข้าออกไม่ได้ ลั่นเป็นสัญญาต่างตอบแทน สมัยเอซีทีโมบาย ต้องดำเนินการต่อตอนตกลงไม่มีใครมาบีบคอ เตรียมถกประธานบอร์ดทีโอทีวันนี้

บทวิเคราะห์
  • BLS (10.50 บาท : ถือ) กำไรสุทธิงวดไตรมาส 4/52 ดีกว่าคาด โต 6% qoq เป็น 81 ล้านบาท
ไตรมาส 4 กำไรเติบโต จากการบริหารต้นทุนได้ดี มีอัตรากำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเป็น 34%

BLS ประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 4 ที่ 81 ล้านบาท (0.45 บาท/หุ้น) โต 6% จากไตรมาสก่อน (qoq) และโต 227% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (yoy) กำไรเติบโตโดดเด่นจากการควบคุมค่าใช้จ่าย รายได้จากธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์ลดลง 7% qoq เป็น 242 ล้านบาท ตามปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันที่ลดลงและอัตราค่าธรรมเนียมเฉลี่ยลดลงเล็กน้อยเป็น 0.213% จากไตรมาสก่อนที่ 0.221% แม้ว่าส่วนแบ่งการตลาดในงวดไตรมาส 4 จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 4.06% จากไตรมาสก่อนหน้าที่ 3.97% รายได้จากการเป็นนายหน้าค้าอนุพันธ์เพิ่มขึ้นโดดเด่น 14% qoq เป็น 73 ล้านบาท ดังนั้นรวมแล้วรายได้จากการเป็นนายหน้าจึงลดลงเพียง 3% รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการเติบโต 13% จากไตรมาสก่อนเป็น 58 ล้านบาท บริษัทมีสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้ 6% qoq ส่งผลให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเป็น 34% จากไตรมาสก่อนอยู่ที่ 31%

กำไรสุทธิปี 52 โต 64% ตามปริมาณการซื้อขายของตลาดที่ดีขึ้น

รวมแล้ว BLS จะมีกำไรสุทธิปี 2552 ที่ 224 ล้านบาท (1.25 บาท/หุ้น) โต 64% จากปีก่อน โดยรายได้จากธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 16% เป็น 853 ล้านบาท โดยบริษัทสามารถรักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้ได้ที่ 3.98% ใกล้เคียงกับปีก่อน ทำให้มูลค่าซื้อขายของบริษัทเพิ่มขึ้นตามตลาดที่ 13% อัตราค่าธรรมเนียมเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 0.219% จาก 0.211% ในปีที่ผ่านมาบริษัทฯมีกำไรจากเงินลงทุนราว 6 ล้านบาท ซึ่งหากไม่รวมรายการนี้จะมีกำไรปปกติที่ 219 ล้านบาท โต 56% yoy

มุมมองระยะยาวเป็นลบ ปรับลดคำแนะนำเป็น ถือ

เราคาดการณ์กำไรสุทธิปี 53 ลดลง 28.3% เป็น 161 ล้านบาท (0.89 บาท/หุ้น) โดยเราสมมติฐานให้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 4% และอัตราค่าธรรมเนียมเฉลี่ยลดลงเป็น 0.20% หลังเปิดเสรีค่าคอมฯแบบขั้นบันได เรายังคาดอีกด้วยว่า BLS จะประกาศจ่ายเงินปันผลที่หุ้นละ 1.20 บาท คิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทนที่ 11.4% เราประเมินมูลค่าหุ้นโดยอิง PER ปี 53 ที่ 12 เท่า จะได้มูลค่าเหมาะสมที่ 10.30 บาท ด้วยมุมมองที่เป็นลบต่ออุตสาหกรรมและผลกระทบจากการแข่งขันยังไม่ชัดเจนนัก แต่ด้วยฐานลูกค้าส่วนใหญ่เป็นรายย่อยที่มูลค่าการซื้อขายอยู่ในระดับไม่เกิน 20 ล้านบาทจึงคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากการแข่งน้อยกว่า อีกทั้งยังมี BBL สนับสนุนด้านฐานลูกค้าในระยะยาว ดังนั้นเราจึงปรับคำแนะนำลงเป็น ถือ

  • HMPRO (4.26 บาท : ซื้อ) ปรับประมาณการและราคาเหมาะสมสะท้อนแนวโน้มเติบโต
คาดกำไรไตรมาส 4/52 แข็งแกร่งต่อเนื่อง

เราประเมินว่าในไตรมาส 4/52 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการจับจ่ายใช้สอยมาก กำไรสุทธิของ HMPRO จะเติบโตสูงถึง 42% qoq และเพิ่มขึ้น 6% yoy เป็น 364 ล้านบาท โดยคาดว่ายอดขายต่อสาขา (Same-store sales) จะเพิ่มขึ้นประมาณ 3% อีกทั้งงาน Home Pro Expo ซึ่งจัดเมื่อวันที่ 16-25 ตุลาคม ที่เมืองทองธานี ก็ทำรายได้สูงถึง 660 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับรายได้จากการจัดงานในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดย HMPRO จะรับรู้รายได้ในไตรมาส 4/52 นี้ประมาณ 80% ของรายได้ที่ทำได้ หรือคิดเป็น 528 ล้านบาท นอกจากนั้นพื้นที่ขายยังเพิ่มขึ้น 11,000 ตารางเมตรจากการเปิดสาขาใหม่ 2 แห่ง คือ ภูเก็ต และ เขาใหญ่ อัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะสูงขึ้นเล็กน้อยจาก 23.6% ในไตรมาส 4/51 เป็น 23.8% เนื่องจากประสิทธิภาพของการควบคุมต้นทุนและการเพิ่มสัดส่วนยอดขายสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง คือ สินค้า House brand จากประมาณ 12% มาเป็นเกือบ 14% ของยอดขาย ขณะที่รายได้ค่าเช่ามีการเติบโตต่อเนื่องจากการที่พื้นที่ให้เช่าเพิ่มขึ้น 8,000 ตารางเมตรหลังจากการขยายพื้นที่ให้เช่าที่สาขาเดิมคือ หัวหิน มาร์เก็ต วิลเลจ รวมทั้งการเปิดสาขาใหม่ 2 แห่ง ส่วนรายได้อื่นๆ ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกันจากการรับรู้ค่าธรรมเนียมเรียกเก็บจากผู้ผลิตซึ่งโดยปกติจะค่อนข้างสูงในไตรมาสสุดท้าย ดังนั้นกำไรสุทธิปี 2552 คาดว่าจะขยายตัว 16% เป็น 1,115 ล้านบาท (0.30 บาท/หุ้น)

ปรับประมาณการกำไรสะท้อนแนวโน้มเติบโต

จากแนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการตามการขยายตัวของเศรษฐกิจและการฟื้นตัวของความเชื่อมั่นผู้บริโภค เราจึงมีการปรับประมาณการกำไรปี 2553 ขึ้น 3% เป็น 1,237 ล้านบาท (0.33 บาท/หุ้น) เพิ่มขึ้น 11% จากปี 2552 ภายใต้สมมติฐานว่ายอดขายต่อสาขาเดิมเพิ่มขึ้น 3% และมีการเปิดสาขาใหม่ 4 สาขา เรายังคาดว่าอัตรากำไรจะถูกผลักดันจากการเพิ่มยอดขายสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง นอกจากนั้น HMPRO ยังได้รับผลบวกจากการจัดงาน Home Pro Expo ปีละ 2 ครั้งซึ่งสามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

คาดเปิดสาขา 4 แห่งในปีนี้

การเปิดสาขา 4 แห่งในปีนี้จะทำให้ HMPRO มีสาขารวมเป็น 39 สาขา จากปัจจุบันที่มี 35 สาขา (17 สาขาในกรุงเทพฯ และ 18 สาขาในต่างจังหวัด) โดยสาขาที่จะเปิดเป็นแห่งแรกในปีนี้คือที่ นครปฐม ซึ่งจะเปิดในไตรมาส 1/53 มีพื้นที่ขาย 5,000-6,000 ตารางเมตร สำหรับฐานะการเงินของบริษัทยังมีแนวโน้มแข็งแกร่งโดยคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนจะอยู่ที่ 0.5 เท่าแม้ว่าบริษัทจะมีการขยายสาขาต่อเนื่อง โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 2,500 ล้านบาทในปีนี้

ปรับคำแนะนำจาก ซื้อเมื่ออ่อนตัว เป็น ซื้อ

หลังจากปรับประมาณการกำไร ราคาเหมาะสมของ HMPRO ซึ่งประเมินด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสดจึงถูกปรับขึ้นเป็น 4.94 บาท ราคาหุ้นปรับตัวลดลงมา 7% ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานับเป็นโอกาสในการลงทุน เราจึงปรับคำแนะนำจาก ซื้อเมื่ออ่อนตัว มาเป็น ซื้อ

  • PTTCH (81.75 บาท : ถือ) คาดไตรมาส 4/52 มีกำไรสุทธิ 2.3 พันล้านบาท ลดลง 17% qoq
คาดปี 2552 รายงานกำไร 6,907 ล้านบาท ลดลง 41% yoy

เราคาดว่าบริษัทจะประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 4/52 ออกมามีกำไรสุทธิ 2,342 ล้านบาท หรือ 1.56 บาท/หุ้น ลดลง 17% qoq แต่ดีขึ้นมากจากขาดทุน 4,177 ล้านบาทในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (ซึ่งเกิดจากการปรับลดลงของมูลค่าสินค้าคงคลังเป็นหลัก) ปัจจัยที่ทำให้บริษัทมีผลกำไรอ่อนตัวลงจากไตรมาสก่อนเป็นผลมาจาก spread margin ของเม็ดพลาสติก HDPE (High Density Polyethylene) ลดลง 17% qoq เหลือ 538 เหรียญ/ตันและ spread margin ของโพรพิลีนก็ลดลง 5% qoq เป็น 410 เหรียญ/ตัน แม้ว่า spread margin ของเอทิลีนจะปรับตัวดีขึ้น 9% qoq เป็น 354 เหรียญ/ตันก็ตาม ราคาโอเลฟินส์ไตรมาสนี้ฟื้นตัวขึ้นตามการฟื้นตัวของความต้องการ, ตามราคาน้ำมันดิบที่ฟื้นตัวขึ้นและการเลื่อนเปิดดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ของโรงงานใหม่ ทำให้ supply ใหม่ในตลาดยังไม่กดดันราคาโอเลฟินส์มากนัก อย่างไรก็ตามจากการที่ราคาแนฟทาปรับเพิ่มขึ้นมา 12% qoq เป็น 671 เหรียญ/ตัน มากกว่าราคาผลิตภัณฑ์บางตัว ก็ทำให้ spread margin โดยส่วนใหญ่อ่อนตัวลง จากผลของประมาณการผลกำไรไตรมาส 4/52 ที่ดีกว่าที่เราคาดไว้เดิม ทำให้เรามีการปรับประมาณการผลกำไรปี 2552 เพิ่มขึ้น 20% เป็น 6,907 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 4.61 บาท ลดลง 41% yoy ซึ่งเป็นผลมาจาก spread margin ของทุกผลิตภัณฑ์ที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าตามการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลกและการปรับลดลงของราคาน้ำมันดิบ

ปรับประมาณการผลกำไรปีนี้เพิ่มขึ้น 12%

จากแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 4/52 ที่ดี ต่อเนื่องมาถึงไตรมาส 1/53 บวกกับความต้องการที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง แม้ว่าเราจะประเมิน spread margin โดยรวมของบริษัทลดลงประมาณ 10% จากปีก่อน แต่ปริมาณการจำหน่ายโอเลฟินส์ของบริษัทที่จะเพิ่มขึ้นจาก 1.7 ล้านตันเป็นประมาณ 2.2 ล้านตัน (ส่วนใหญ่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเม็ดพลาสติก LLDPE กำลังการผลิต 4 แสนตัน/ปีที่เริ่มผลิตไปเมื่อต้นปีและ LDPE กำลังการผลิต 3 แสนตัน/ปีที่จะเริ่มผลิตปลายไตรมาส 2/53 ตามลำดับ) จากการรับวัตถุดิบอีเทนมาจากส่วนขยายกำลังการผลิตของโรงแยกก๊าซ 2 และ 3 ซึ่งจะป้อนก๊าซอีเทนได้ประมาณ 6 แสนตัน/ปี มาบวกกับก๊าซอีเทนที่จะดึงมาจากโรงงาน I1 และ I4 รวม 3 แสนตัน/ปี (โดย I1 และ I4 จะใช้ LPG และแนฟทามาเป็นวัตถุดิบทดแทน) ให้กับ PTTPE (cracker กำลังการผลิต 1 ล้านตัน/ปี) เพื่อให้ PTTPE สามารถเดินเครื่องได้ 60-70% จากผลดังกล่าวทำให้เราปรับประมาณการผลกำไรปีนี้เพิ่มขึ้น 12% เป็น 9,764 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 6.52 บาท เติบโต 41% yoy

ปรับราคาเป้าหมายใหม่เป็น 88 บาท เพิ่มคำแนะนำเป็น ถือ

จากการปรับประมาณการผลกำไรในปีนี้เพิ่มขึ้น ทำให้ราคาที่เหมาะสมตามวิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF) ของเราในปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 88 บาท เราคาดว่าบริษัทจะจ่ายเงินปันผลงวดครึ่งปีหลังได้ 1.65 บาท คิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทน 2% แม้ราคาหุ้นปัจจุบันจะมี upside อยู่ 8% จากราคาที่เหมาะสมใหม่ของเรา แต่จากราคาหุ้นที่อยู่ใกล้เคียงกับราคาตามปัจจัยพื้นฐานและแนวโน้มราคาโอเลฟินส์และ HDPE ที่จะถูกกดดันจาก supply ใหม่ รวมถึงผลกระทบจากการชะลอโครงการในนิคมฯ มาบตาพุดที่จะส่งผลให้ PTTCH ยังไม่ได้รวมกิจการในขั้นแรก ดังนั้นเราปรับคำแนะนำจาก เต็มมูลค่า เป็น ถือ สำหรับ PTTCH

  • SF (3.22 บาท : เต็มมูลค่า) ปรับลดประมาณการสะท้อนการเปลี่ยนสัดส่วนพื้นที่ให้เช่า
คาดกำไรปกติไตรมาส 4/52 ลดลง 38% yoy

เราประเมินว่า SF จะมีกำไรสุทธิไตรมาส 4/52 เท่ากับ 84 ล้านบาทเนื่องจากการบันทึกกำไรประมาณ 69 ล้านบาทจากการขายโครงการ เขาใหญ่ มาร์เก็ต วิลเล็จ ซึ่งมีพื้นที่เช่า 9,970 ตารางเมตรให้กับ เทสโก้ โลตัส 198 ล้านบาทในช่วงปลายเดือนธันวาคม หากไม่รวมกำไรพิเศษดังกล่าวคาดว่ากำไรปกติของ SF จะเท่ากับ 16 ล้านบาทลดลง 38% yoy เนื่องจากไม่มีรายได้จากสัญญาเช่าการเงิน (Finance lease) เช่นเดียวกับไตรมาส 4/51 ซึ่งมีการบึนทึกรายได้สัญญาเช่าการเงิน 51 ล้านบาทจากพื้นที่บางส่วนของโครงการ เมเจอร์ อเวนิว รัชโยธิน ส่วนรายได้ค่าเช่าคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 6% yoy เป็น 316 ล้านบาทจากการที่มีพื้นที่เช่าเพิ่มขึ้นจากการเปิดโครงการ นวมินทร์ ซิตี้ อเวนิว เฟส 1 ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2552 ขณะที่อัตราการเข้าเช่าเฉลี่ยของโครงการทั้งหมดของ SF ยังอยู่ในระดับ 98% และมีค่าเช่าเฉลี่ย 460 บาท/ตารางเมตร/เดือน

รายได้สัญญาเช่าการเงินที่ลดลงกระทบกำไรปี 2552

เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2552 ขึ้น 38% เป็น 177 ล้านบาท (0.17 บาท/หุ้น) จากการรับรู้กำไรในการขายโครงการเขาใหญ่ แต่กำไรปกติคาดว่าจะอยู่ที่ 108 ล้านบาทลดลง 52% yoy เนื่องจากรายได้สัญญาเช่าการเงินที่ลดลงถึง 63% yoy จาก 511 ล้านบาท เหลือ 188 ล้านบาท เนื่องจากมีการเปิดโครงการใหม่เพียง 1 แห่ง คือ นวมินทร์ ซิตี้ อเวนิว เฟส 1 ซึ่งมีพื้นที่เช่า 7,891 ตารางเมตร เทียบกับปี 2551 มีการเปิดโครงการ 2 แห่ง คือ เมเจอร์ อเวนิว รัชโยธิน และ นวมินทร์ มาร์เก็ตเพลส ซึ่งมีพื้นที่ให้เช่ารวม 19,188 ตารางเมตร เราจึงคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะลดลงจาก 42.3% ในปี 2551 เหลือ 30.3% อย่างไรก็ดีคาดว่า SF จะกลับมาจ่ายเงินปันผล 0.07 บาท/หุ้น (คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 2.1%) หลังจากงดจ่ายเมื่อปี 2551

ปรับลดประมาณการกำไรปี 2553-2554

ประมาณการกำไรปี 2553 และ 2554 ถูกปรับลดลง 29% และ 53% ตามลำดับ เพื่อสะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนสัดส่วนการให้เช่าพื้นที่ของโครงการที่จะเปิดใหม่ของ SF โดยลดสัดส่วนการเซ้งพื้นที่ระยะยาวซึ่งจะทำให้มีการบันทึกรายได้สัญญาเช่าการเงินเป็นก้อนน้อยลง แต่จะส่งผลให้บริษัทมีรายได้ค่าเช่า (Recurring income) เพิ่มมากขึ้นในระยะยาว โดยเราคาดว่าในปีนี้ SF จะเปิดโครงการใหม่ 2 แห่ง คือ นวมินทร์ ซิตี้ อเวนิว เฟส 2 (5,000 ตารางเมตร) และโครงการอีกแห่งในกรุงเทพฯ (11,000 ตารางเมตร) รวมทั้งมีความเป็นไปได้ที่จะเปิดโครงการเพิ่มเติมโดย SF มีการคาดการณ์ว่าจะเปิดโครงการทั้งหมด 6 โครงการซึ่งมีพื้นที่เช่ารวม 40,000 ตารางเมตรในช่วงปี 2553-2554 ใช้เม็ดเงินลงทุนรวม 1,700 ล้านบาท โดยเราคาดว่ารายได้สัญญาเช่าการเงินในปี 2553 และ 2554 จะเท่ากับ 200 ล้านบาทและ 300 ล้านบาท ตามลำดับ และคาดว่ากำไรจะอยู่ที่ 143 ล้านบาท (0.14 บาท/หุ้น) และเพิ่มขึ้น 58% เป็น 226 ล้านบาท (0.22 บาท/หุ้น) ตามลำดับ

คาดไม่มีรายได้สัญญาเช่าการเงินจากโครงการเมกะบางนา

โครงการเมกะบางนาซึ่งดำเนินการภายใต้บริษัทร่วมทุน SFD ระหว่าง SF กับ IKEA มีพื้นที่เช่ารวม 188,290 ตารางเมตรคาดว่าจะเปิดในไตรมาส 4/54 เรามีการปรับสมมติฐานจากที่เคยคาดว่ารายได้สัญญาเช่าการเงินของโครงการนี้จะเท่ากับ 1,800 ล้านบาท (ตามที่บริษัทเคยประเมินไว้) เป็นศูนย์ เนื่องจากมีการปรับโครงสร้างการให้เช่าเป็นการรับรู้รายได้ค่าเช่ารายเดือนซึ่งจะทำให้ SFD มีรายได้เติบโตอย่างสม่ำเสมอเมื่อเทียบกับการรับรู้รายได้สัญญาเช่าการเงินเป็นก้อนในช่วงเดียว ดังนั้นเราคาดว่า SF (ถือหุ้น 49% ใน SFD) จะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก SFD 32 ล้านบาทในปี 2554 และ 152 ล้านบาทในปี 2555

ซื้อขายที่ PER 23.1 เท่า

SF ซื้อขายที่ PER สูงถึง 23.1 เท่า อีกทั้งยังเกินราคาเหมาะสมปรับใหม่ที่ 2.90 บาทจากการประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธี Sum-of-the-parts แนะนำ เต็มมูลค่า

  • TASCO (36.50 บาท : ซื้อ) รายการพิเศษจะทำให้กำไรไตรมาสสี่ลดเหลือเพียง 20-50 ล้านบาท แต่กำไรปีนี้จะมากกว่ายุครุ่งเรืองของ TASCO ปี 2539
คาดกำไรไตรมาส 4/52 จะลดลงเหลือเพียง 20-50 ล้านบาท จากรายการพิเศษ

บมจ. ทิปโก้แอสฟัลท์ (TASCO) เราประเมินเบื้องต้นกำไรไตรมาส 4/52 จะปรับลดลงเหลือเพียง 20-50 ล้านบาท เทียบกับไตรมาสก่อนที่มีกำไรสุทธิสูงถึง 230 ล้านบาท แต่ดีขึ้นจากปีก่อนที่ขาดทุน 1,135 ล้านบาท ผลประกอบการที่น่าผิดหวังดังกล่าวเนื่องจากรายการพิเศษจำนวนมาก จากภาวะการผันผวนอย่างมากของราคาน้ำมันดิบ ทำให้เกิดการ ขาดทุนในสต็อกจากการลดลงของราคาน้ำมันดิบหนัก และ มีการกลับรายการกำไรจากสัญญาประกันความเสี่ยงราคาสินค้า นอกจากนี้ยังมีสัญญาประกันความเสี่ยงราคาสินค้าที่ยังไม่มีข้อสรุปจะบันทึกเป็นกำไรหรือขาดทุน โดยจะใช้ราคาในช่วงต้นเดือน ก.พ. นี้ในการบันทึกบัญชีซึ่งยังมีความผันผวนสูง ในขณะที่ยอดขายในไตรมาสนี้โดดเด่นอย่างมาก โดยมีปริมาณยางมะตอยขายสูงถึง 238,690 ตัน (+18%qoq, +111%yoy) ซึ่งเราประเมินมูลค่ายอดขายในไตรมาสนี้เท่ากับ 4,600 ล้านบาท (+18%qoq, +125%yoy) เนื่องจากได้แรงหนุนจาก การเติบโตทั้งตลาดในประเทศ และ ตลาดส่งออก โดยตลาดในประเทศได้แรงหนุนจากงบไทยเข้มแข็งในโครงการถนนไร้ฝุ่น ส่วนตลาดส่งออกได้แรงหนุนจากโรงกลั่นในมาเลเซีย ผลิตเต็มกำลังการผลิตมากขึ้น

ปี 2553 จะได้ผลบวกไทยเข้มแข็งเต็มปี และ โรงกลั่นยางมะตอยในมาเลเซีย

แนวโน้มในปี 2553 จะได้ผลบวกอย่างเต็มที่มากขึ้นจากแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 คือ โครงการถนนไร้ฝุ่นของกรมทางหลวงชนบท ในปีงบประมาณ 2553 (เริ่ม ต.ค. 2552) มีงบ 14,821 ล้านบาท จะช่วยเพิ่มยอดขายให้ TASCO เท่ากับ 90,000 ตัน (AC=48,000ตัน+AE=42,000ตัน) หรือคิดเป็น 30% ของปริมาณขายในประเทศปี 2552 และ 12% ของปริมาณขายรวม และ ยังมี กรมทางหลวงได้งบที่เกี่ยวกับการสร้างและซ่อมบำรุงทางในปีงบประมาณ 2553 อีกจำนวน 14,034 ล้านบาท นอกจากนี้ ในปี 2553 โรงกลั่นยางมะตอยในมาเลเซีย จะสั่งน้ำมันดิบหนักเข้ามา กลั่นประมาณ 7.2 ล้านบาร์เรล หรือ กลั่นเป็นยางมะตอยได้เท่ากับ 800,000 ตัน ซึ่งจะส่งออกทั้งหมด เทียบกับปี 2552 ในช่วงเดือน มิ.ย. - ธ.ค. 2552 ทางโรงกลั่นยางมะตอยได้ซื้อน้ำมันดิบหนักประมาณ 3 ล้านบาร์เรล โดยจะสามารถผลิตเป็นยางมะตอยได้ประมาณ 300,000 - 350,000 ตันทำให้ผู้บริหารของ TASCO ประเมินปริมาณขายในปี 2553 จะโตกว่า 20% ดังนั้นเราคงประมาณการกำไรในปี 2553 เท่ากับ 728 ล้านบาท (กำไรต่อหุ้น 4.77 บาท)

ผลประกอบการที่น่าผิดหวังจะกดดันราคาหุ้น รอซื้อช่วงอ่อนตัว หลังประกาศงบ

จากแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 4/52 จะน่าผิดหวัง คาดจะเป็นแรงกดดันด้านลบต่อราคาหุ้น อย่างไรก็ตามแนวโน้มผลประกอบการในปี 2553 คาดจะโดดเด่น แรงหนุนจากทั้งตลาดในประเทศ และตลาดส่งออกจากโรงกลั่นยางมะตอยในมาเลเซียจะเดินเครื่องเกือบเต็มกำลังการผลิต ดังนั้น เราคงคำแนะนำ ซื้อ แต่ควรรอซื้อช่วงอ่อนตัว หลังประกาศงบประมาณกลางเดือน ก.พ. โดยเราประเมินราคาเหมาะสมเท่ากับ 44 บาท บนฐาน P/E ปี 2553 เท่ากับ 9 เท่า

สรุปคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 4/52 กลุ่มธนาคารและบริษัททั่วไป

สรุปผลคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 4/52

หุ้น

กำไรที่คาดไว้(ล้านบาท)

กำไรที่ประกาศ (ล้านบาท)

 

กำไร

 

คำแนะนำ

 

4Q09E

qoq

yoy

4Q09

3Q09

4Q08

07

08

09E

 

กลุ่มธุรกิจการเกษตร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

CPF*

2,236

(39%)

612%

-

3,636

314

1,007

3,046

9,806

ซื้อ

UVAN

74

48%

19%

-

141

62

505

1,445

567

ถือ

กลุ่มธนาคาร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

BAY

2,060

(5%)

144%

1,705

2,172

844

(3,992)

4,896

6,657

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

BBL

4,945

(2%)

(6%)

5,967

5,069

5,268

19,218

20,243

20,764

ซื้อ

KBANK

3,877

4%

39%

3,668

3,720

2,790

15,005

15,333

14,892

ซื้อ

KTB

2,551

(40%)

9%

2,548

4,250

2,332

6,407

12,272

12,020

ซื้อเก็งกำไร

SCB

4,907

(6%)

23%

4,780

5,198

3,983

17,356

21,414

20,760

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

กลุ่มวัสดุก่อสร้าง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

BSBM

65

306%

n.a.

-

16

(213)

161

124

107

ซื้อ

DCC

232

(3%)

76%

232

240

132

578

664

996

ซื้อ

SCC

5,600

(20%)

n.a.

5,332

6,988

(3,480)

30,352

16,771

24,346

ซื้อ

SSI

780

(41%)

n.a.

1,151

1,313

(5,481)

837

(5,166)

1,272

ซื้อ

TASCO

50

(78%)

n.a.

-

230

(1,135)

306

(1,089)

520

ซื้อ

TSTH (3Q10F)

75

(68%)

n.a.

-

238

(2,266)

2,701

81

496

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

กลุ่มปิโตรเคมี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

PTTCH

2,342

(17%)

n.a.

-

2,821

(4,177)

19,167

11,739

6,907

ถือ

กลุ่มพาณิชย์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

HMPRO

364

42%

6%

-

256

343

710

959

1,115

ซื้อ

กลุ่มสื่อสาร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ADVANC*

4,258

2%

8%

-

4,174

3,933

16,347

18,820

17,135

ซื้อ

AIT

88

47%

83%

-

60

48

94

211

297

ซื้อ

CSL*

71

(10%)

129%

-

79

31

238

225

287

ถือ

DTAC*

1,952

19%

59%

-

1,636

1,224

5,859

7,568

6,444

ทยอยสะสม

SAMART

122

(12%)

n.a.

-

139

(61)

574

262

427

ซื้อ

TRUE

10

(90%)

n.a.

-

99

(1,205)

1,158

(2,355)

1,202

ถือ

กลุ่มพลังงาน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

PTTAR

1,608

(6%)

n.a.

-

1,708

(10,654)

18,018

(8,465)

9,272

ซื้อเก็งกำไร

PTTEP

6,018

14%

(11%)

4,652

5,259

6,789

28,455

41,675

23,519

ซื้อ

TOP

1,820

(8%)

n.a.

-

1,978

(8,394)

19,118

224

12,270

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

MAJOR*

138

100%

106%

-

69

67

597

496

304

ทยอยสะสม

MCOT

360

3%

19%

-

349

302

1,111

1,228

1,349

ซื้อเก็งกำไร

กลุ่มอิเล็คโทรนิคส์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

CCET*

423

(3%)

(5%)

-

434

443

2,970

2,242

1,594

เปลี่ยนตัวเล่น

KCE*

127

19%

n.a.

-

107

(187)

208

(186)

55

ซื้อ

SMT

80

8%

129%

-

74

35

98

201

268

ทยอยสะสม

กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

TVO*

283

(34%)

n.a.

-

431

(288)

1,283

1,327

913

ซื้อลงทุน

กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

AP

587

73%

9%

-

339

538

899

1,638

1,758

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

LPN

254

(36%)

10%

-

399

231

928

1,205

1,423

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

MK

125

(7%)

(7%)

-

135

135

332

404

536

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

PS

1,670

157%

91%

-

651

875

1,302

2,373

3,648

ซื้อเก็งกำไร

SF

84

320%

223%

-

20

26

308

226

108

เต็มมูลค่า

SPALI

615

5%

186%

-

587

215

816

1,069

2,430

ซื้อ

กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

AOT*

822

n.a.

24%

-

(649)

661

(1,716)

4,642

949

ซื้อลงทุน

BECL

375

(22%)

(24%)

-

482

495

1,407

1,444

1,738

ถือ

PSL

541

(23%)

(56%)

-

703

1,227

4,156

4,939

3,172

ซื้อลงทุน

THAI*

5,240

n.a.

n.a.

-

(1,247)

(2,648)

4,134

(8,566)

3,615

ซื้อเก็งกำไร

*กำไรปกติ

NVDR Trading Data by Stock

Top 20 Net BUY (01/02/10)

 

Value (Btmn)

 

Buy

Sell

Total

Net

SCB

122.96

30.72

153.68

92.24

KBANK

115.36

38.43

153.78

76.93

BBL

209.41

135.85

345.26

73.56

PTTCH

172.62

103.82

276.44

68.80

PTTEP

98.26

33.94

132.20

64.32

BLA

66.06

5.39

71.45

60.67

DTAC

73.66

41.15

114.81

32.50

MINT

30.93

3.84

34.77

27.09

THRE

24.30

-

24.30

24.30

BAY

92.60

69.37

161.97

23.22

SPALI

9.58

0.12

9.70

9.47

LH

67.54

59.39

126.93

8.15

QH

8.13

0.94

9.07

7.19

TYONG

6.61

0.03

6.63

6.58

KYE

6.61

0.15

6.76

6.46

LPN

7.68

2.03

9.71

5.65

ACL

2.78

-

2.78

2.78

THCOM

1.85

0.20

2.05

1.65

CCET

2.06

0.50

2.56

1.56

BECL

3.96

2.46

6.41

1.50

Top 20 Net SELL (01/02/10)

 

Value (Btmn)

 

Buy

Sell

Total

Net

BANPU

471.19

1,045.77

1,516.97

-574.58

SCC

5.85

106.25

112.10

-100.40

PTT

23.28

93.84

117.12

-70.57

ADVANC

13.66

55.94

69.60

-42.27

TCAP

1.71

19.59

21.30

-17.89

RATCH

0.48

13.03

13.51

-12.55

BIGC

0.10

9.60

9.70

-9.50

IRPC

0.61

9.61

10.21

-9.00

TOP

0.78

9.68

10.45

-8.90

PSL

0.77

9.56

10.33

-8.79

EGCO

2.34

10.52

12.86

-8.18

PTTAR

1.25

8.93

10.18

-7.67

CPALL

0.68

8.35

9.03

-7.67

AOT

-

6.68

6.68

-6.68

CPF

5.25

11.72

16.97

-6.48

CRANE

0.40

6.32

6.72

-5.92

MAJOR

-

5.23

5.23

-5.23

AP

0.53

5.43

5.95

-4.90

ESSO

-

4.68

4.68

-4.68

BEC

-

4.65

4.65

-4.65

Top 20 Most Active (01/02/10)

 

Value (Btmn)

 

Buy

Sell

Total

Net

BANPU

471.19

1,045.77

1,516.97

-574.58

BBL

209.41

135.85

345.26

73.56

PTTCH

172.62

103.82

276.44

68.80

BAY

92.60

69.37

161.97

23.22

KBANK

115.36

38.43

153.78

76.93

SCB

122.96

30.72

153.68

92.24

PTTEP

98.26

33.94

132.20

64.32

LH

67.54

59.39

126.93

8.15

PTT

23.28

93.84

117.12

-70.57

DTAC

73.66

41.15

114.81

32.50

SCC

5.85

106.25

112.10

-100.40

BLA

66.06

5.39

71.45

60.67

ADVANC

13.66

55.94

69.60

-42.27

SCIB

16.43

20.27

36.70

-3.84

MINT

30.93

3.84

34.77

27.09

THRE

24.30

-

24.30

24.30

KTB

10.46

13.01

23.47

-2.54

TCAP

1.71

19.59

21.30

-17.89

TISCO

7.43

9.94

17.37

-2.51

CPF

5.25

11.72

16.97

-6.48

คำชี้แจง : ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ของ บมจ. หลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) มี 2 ทีม คือ ฝ่ายวิจัย สำหรับนักลงทุนในประเทศ (KELIVE Research) และ ฝ่ายวิจัยนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ (Kim Eng Research) อันมีเหตุผลมาจากลักษณะที่แตกต่างในด้าน ลักษณะผู้ลงทุน วัตถุประสงค์ และ กลยุทธ์ ทำให้คำแนะนำ และ/หรือ ราคาเป้าหมายอาจมีความแตกต่างกัน โดย KELIVE Research มีวัตถุประสงค์ที่จะทำบทวิเคราะห์เพื่อสนับสนุนข้อมูลการลงทุนแก่นักลงทุนในประเทศ ( ท่านสามารถดูรายละเอียดได้จาก http://kelive2.kimeng.co.th )ในขณะที่ Kim Eng Research สำหรับนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ ( ท่านสามารถดูรายละเอียดได้จาก www.kimengresearch.com.sg). ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่นักลงทุนจะต้องอ่าน และทำความเข้าใจ สมมติฐาน และ พื้นฐานของคำแนะนำ ของแต่ละงานวิจัย

เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลที่ บมจ. หลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เห็นว่าน่าเชื่อถือประกอบกับทัศนะส่วนตัวของผู้จัดทำ ซึ่งมิได้หมายถึงความถูกต้องหรือสมบูรณ์ของข้อมูลดังกล่าวแต่อย่างใด และเอกสารนี้ได้จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการลงทุนเท่านั้น มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะชักชวนหรือชี้นำการซื้อขายหลักทรัพย์ใดโดยเฉพาะหรือเป็นการทั่วไปแต่อย่างใด นักลงทุนพึงใช้ข้อมูลในเอกสารนี้ประกอบกับข้อมูลและความเห็นอื่น ๆ และวิจารณญาณของตนในการตัดสินใจการลงทุนให้เหมาะสมแก่กรณี ทั้งนี้ความเห็นที่แสดงอยู่ในเอกสารนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้จัดทำ บมจ. หลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ตลอดจนผู้บริหารและพนักงานของบริษัทไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องกับความเห็นที่แสดงอยู่ในเอกสารนี้ด้วยแต่อย่างใด