»ค้นหาแบบมีเงื่อนไข
Sign In
 
Thailand | Singapore | Malaysia
     
วิเคราะห์ภาพรวม กระแสข่าว/กลยุทธ์
 

By จอร์จ ฮิบส์/มยุรี โชวิกรานต์ /กิติชาญ ศิริสุขอาชา     
03 Feb 9:17AM : กระแสข่าว/กลยุทธ์ (03/02/53)

Kim Eng Securities (Thailand) Ltd.
 

ประเมินแนวโน้มตลาด/กลยุทธ์การลงทุน/บทวิเคราะห์

ประเมินแนวโน้มตลาด

ตลาดหุ้นไทยดูเหมือนจะถูกสะกดนิ่งไว้บนความกังวลจากปัจจัยโดยรอบ ทำให้การเคลื่อนไหวเป็นไปในลักษณะแกว่งตัวลง โดยมีมูลค่าการซื้อขายลดลงอย่างต่อเนื่อง เรามองว่าสัญญาณดังกล่าวค่อนข้างน่าเป็นห่วง ไม่ว่าภาวะตลาดจะฟื้นตัวดีขึ้นในอนาคต หรืออาจแย่ลงไปอีก แต่สิ่งสำคัญที่นักลงทุนควรทำในตอนนี้คือการอดทนรอสัญญาณการกลับตัวของตลาด และเราเชื่อว่าเมื่อภาวะตลาดเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น จะมีเม็ดเงินจำนวนมากไหลกลับเข้าลงทุนในหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานดี กำไรมีแนวโน้มขยายตัวแข็งแกร่ง และจ่ายเงินปันผลตอบแทนในระดับสูง เช่น KBANK, HANA, และ BSBM ซึ่งถือเป็นหุ้นที่นักลงทุนอาจค่อยๆ ทยอยสะสมในช่วงที่ตลาดกำลังปรับฐานในเวลานี้

  • ความกล้าของนักลงทุนเริ่มลดลง: มูลค่าการซื้อขายโดยรวมของตลาดหุ้นไทยลดลงเหลือ 13,604 ล้านบาทวานนี้ แม้ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดจะออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดมาก แต่นักลงทุนยังคงกังวลกับปัญหาการเมืองในประเทศ และเลือกที่จะชะลอการลงทุนมากกว่า เราเองไม่กล้ายืนยันกับนักลงทุนว่าปัญหาการเมืองจะคลี่คลายเมื่อใด ทั้งนี้เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจยังพอทำนายได้ แต่ผลลัพธ์ทางการเมืองทำนายยากมาก อย่างน้อยเรารู้สึกใจชื้นขึ้นเมื่อเห็นนักลงทุนสถาบันในประเทศซื้อสุทธิต่ออีก 327 ล้านบาทวานนี้ แม้นักลงทุนต่างประเทศ และพอร์ทโบรกเกอร์จะขายสุทธิ 184 ล้านบาท และ 408 ล้านบาทตามลำดับ
  • ตัวเลขการทำสัญญาขายบ้านรอปิดการขายที่ดีตามคาดช่วยหนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ : ดัชนี Dow Jones ปรับตัวขึ้น 111.39 จุด หรือ 1.09% เมื่อคืนที่ผ่านมา หลังตัวเลขยอดขายบ้านออกมาดีตามที่ตลาดคาดไว้ สถาบันอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติรายงานตัวเลขการทำสัญญาขายบ้านรอปิดการขายปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากตัวเลขสถิติ 9 ใน 10 เดือน หลังผู้บริโภคเร่งทำสัญญาซื้อบ้านก่อนที่มาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับบ้านหลังแรกจะหมดอายุลงในเร็วๆ นี้ ปัจจัยบวกดังกล่าวส่งผลให้ดัชนี Dow Jones ปรับตัวขึ้นในระดับเลขสามหลักเป็นวันที่สองติดต่อกัน และเป็นตัวเลขที่ดีที่สุดในรอบ 3 เดือน เราเชื่อว่าตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในไตรมาส 4/52 กว่า 5.7% ที่ประกาศเมื่อวันศุกร์ และตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ประกาศเมื่อคืนวันจันทร์ก็เป็นอีกปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ด้วย นอกจากนี้เราพบว่าดัชนี S&P500 และ Nasdaq ก็ปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งกว่า 1.30% และ 0.87% เช่นกัน
  • ค่าเงิน US dollar อ่อนตัวลง ขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้น: ตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาดีกว่าคาดช่วยหนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้ฟื้นคืนมาอีกครั้ง ทำให้มีการดึงเม็ดเงินกลับเข้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง และส่งผลให้ค่าเงิน US Dollar เทียบยูโร และเยนอ่อนตัวลง ขณะที่ค่าเงิน US dollar เทียบปอนด์แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย เราพบว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบล่วงหน้าสัญญาส่งมอบเดือนมีนาคมปรับตัวขึ้น 2.80 เหรียญสหรัฐฯ เป็น 77.23 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาทองคำล่วงหน้าสัญญาส่งมอบเดือนเมษายนปรับตัวขึ้น 13.10 เหรียญสหรัฐฯ เป็น 1,117.40 เหรียญสหรัฐฯ ต่อออนซ์

แนวการลงทุน:

เราคงสัดส่วนการถือครองหุ้นที่ระดับ 70%

สัดส่วนลงทุน:

  • หุ้น = 70%
  • เงินสด = 30%

หุ้นแนะนำ

กลุ่มพลังงาน : PTT, PTTEP, BANPU, PTTAR, IRPC

กลุ่มธนาคารพาณิชย์ : BBL, KBANK, TCAP, KTB

กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ : SPALI, AP, LPN, QH

กลุ่มวัสดุก่อสร้าง : SCC, TASCO, DCC, SSI

กลุ่มสื่อสาร : ADVANC, DTAC

กลุ่มอิเล็คโทรนิคส์ : HANA

กลุ่มเดินเรือ : TTA

กลุ่มอื่นๆ : CPF, TPC, TVO, AIT, MAJOR    

กลยุทธ์หุ้น

KBANK: แนวโน้มผลประกอบการปี 53 เติบโตแข็งแกร่ง

 

 

 

 

แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทในปี 2553 ยังคงแข็งแกร่ง โดยจะได้แรงหนุนจาก 1) การเติบโตของสินเชื่อ SME และสินเชื่อรายย่อย ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ คาดสินเชื่อจะขยายตัวราว 7% 2)  NIM มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10bps ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ย; 3) รายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นมากกว่า 25% ผลจากกลยุทธ์ Customer-centricity ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ cross-selling และการเข้าถือหุ้น MTGH ; และ 4) สัดส่วน Cost to Income Ratio ที่เริ่มลดลงในปี 53 เป็นต้นไป จากโครงการ K-Transformation เราประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของ KBANK ไว้ที่ 101.00 บาท/หุ้น อ้างอิงกับ 1.85 เท่าของมูลค่าทางบัญชีปี 53 ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ 1.49 เท่าของมูลค่าทางบัญชี ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีประมาณ 16.8% และมี upside จากราคาเป้าหมายของเรากว่า 23.5% ดังนั้นเรายังคงคำแนะนำ ซื้อ สำหรับ KBANK

HANA : คาดกำไรไตรมาส 4/52 เติบโตถึง 52% yoy

เราคาดว่ากำไรปกติของใน ไตรมาส 4/52  HANA จะฟื้นตัวอย่างโดดเด่นถึง 52% yoy เป็น 523 ล้านบาท จากยอดขาย PCBA จากโรงงานในลำพูนที่เติบโต 19% yoy และยอดขาย IC Packaging เติบโต 13% yoy ตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและอุตสาหกรรมโดยรวม และสำหรับผลประกอบการปี 53 เราคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องอีก 13% yoy เป็น 2 พันล้านบาทหรือ 2.42 บาท/หุ้นในปีนี้ บริษัทมีฐานะการเงินแข็งแกร่งมาก ปลอดหนี้ และมีเงินสดกับเงินลงทุนชั่วคราวรวมถึง 5.5 พันล้านบาท นอกจากการการเติบโตที่แข็งแกร่งแล้วบริษัทยังมีการจ่ายเงินปันผลในระดับที่สูง (คาดหมายเงินปันผลที่ 1.3 บาท/หุ้น คิดเป็น Div Yield ที่ 6.16%) โดยเราประเมินราคาเหมาะสมที่ 24.16 บาท/หุ้นอ้างอิง P/E ปีหน้า 10 เท่า และจากราคาปัจจุบัน ยังมี Upside อยู่ 14.3% แนะนำ ซื้อ

BSBM : คาดกำไรไตรมาส 4/52 ขยายตัวแข็งแกร่ง และจะดีต่อเนื่องในปี 2553

เราประเมินผลประกอบการไตรมาส 4/52 จะมีกำไรที่โดดเด่นขึ้นเป็น 65 ล้านบาท (กำไรต่อหุ้น 0.06 บาท) ซึ่งเป็นตัวเลขกำไรรายไตรมาสที่ดีสุดของปี 2552 โดยดีขึ้นมากจากไตรมาสก่อนที่มีกำไรสุทธิเพียง 16 ล้านบาท และ ปีก่อนที่ขาดทุน 213 ล้านบาท เนื่องจากได้แรงหนุนจากปริมาณขาย และราคาขายที่เพิ่มขึ้น เราประเมินปริมาณขายเหล็กของ BSBM ในปี 2553 จะเท่ากับ 150,000 ตัน หรือ 12,500 ตัน/เดือน หรือเติบโต 54% yoy โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และ ความต้องการใช้เหล็กในประเทศที่เพิ่มขึ้นตามโครงการไทยเข้มแข็ง ขณะที่บริษัทได้มีการสั่งซื้อวัตถุดิบไว้พอเพียงที่จะรองรับปริมาณการผลิตในระดับ 20,000 ตัน/เดือนสำหรับไตรมาส 1/53 ไว้ล่วงหน้าแล้วด้วยราคาที่ต่ำกว่าปัจจุบัน ทำให้ผลประกอบการไตรมาส 1/53 จะยังโดดเด่นต่อ แนะนำ ซื้อ เนื่องจากราคาหุ้นปัจจุบันยังซื้อขายต่ำกว่าราคาเหมาะสมของเราที่ 1.80 บาท (บนฐาน P/E ปี 2553 ที่ 9 เท่า) กว่า 33.3%

ปฏิทินเศรษฐกิจ

U.S. economic data this week

 

Releases

Period

Unit

Actual

Est.

Prior

Feb-01

Personal Income

DEC

MoM

 0.4%

0.30%

0.40%

 

Personal Spending

DEC

MoM

 0.2%

0.30%

0.50%

 

ISM Manufacturing

JAN

Index

 58.4

55.5

55.9

 

Construction Spending

DEC

MoM

 -1.2%

-0.50%

-0.60%

Feb-02

Pending Home Sales

DEC

MoM

 1.0%

1.00%

-16.00%

 

Auto Sales

JAN

mn

 

-

4.14

 

Truck Sales

JAN

mn

 

-

4.49

Feb-03

Challenger Job Cuts

JAN

YoY

 

-

-72.90%

 

ADP Employment Change

JAN

,000

 

-40

-84

 

ISM Non-Manf. Composite

JAN

Index

 

51

50.1

Feb-04

Nonfarm Productivity

4Q P

QoQ

 

6.00%

8.10%

 

Unit Labor Costs

4Q P

QoQ

 

-2.50%

-2.50%

 

Initial Jobless Claims

Jan-31

,000

 

455

470

 

Continuing Claims

Jan-24

,000

 

4577

4602

 

Factory Orders

DEC

MoM

 

0.50%

1.10%

Feb-05

Change in Nonfarm Payrolls

JAN

,000

 

13

-85

 

Unemployment Rate

JAN

%

 

10.00%

10.00%

 

Average Hourly Earnings

JAN

MoM

 

0.20%

0.20%

 

Average Weekly Hours

JAN

hours

 

33.2

33.2

 

Consumer Credit

DEC

bn

 

-$9.5

-$17.5

Source: Bloomberg.com

สรุปข่าว
BANPU รุกหนักถ่านหินอิเหนา ทุ่ม 69 ล้านเหรียญสำรองเพิ่ม (ข่าวหุ้น 3/2/53) : BANPU สลายปีกรุกลงทุนเหมืองถ่านหินในอินโดนีเซียหนัก ปีนี้ทุ่มเงิน 96 ล้านเหรียญสหรัฐขยายปริมาณสำรองเพิ่ม และอาจมีแผนซื้อเหมืองขนาดใหญ่ที่ดำเนินการผลิตอยู่แล้วในลักษณะร่วมทุน แย้มปีนี้รายได้ใกล้เคียงปีก่อนที่ 5.7 หมื่นล้านบาท เหตุขายถ่านหินล่วงหน้าราคาถูกกว่าตลาดไปแล้ว 50%

ทหารไทยเร่งสรุปล้างขาดทุนสะสม Q1 เดินหน้าแผน 5 ปี-แย้มสนทำลีสซิ่ง (ผู้จัดการรายวัน 3/2/53) : "ทหารไทย" ย้ำรู้ผลแนวทางการล้างขาดทุนสะสม-ลดพาร์ภายในไตรมาสแรกนี้ และจะดำเนินการเสร็จสิ้นในไตรมาส 2 ยันเดินหน้าแผนระยะยาว 5 ปีต่อแม้เปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นใหม่ หลัง 19 พ.ค.53 จากการแปลงหุ้นบุริมสิทธิของกระทรวงคลังแย้มสนใจทำธุรกิจลีสซิ่ง อยู่ระหว่างศึกษาทั้งการตั้งบ.ใหม่และซื้อพอร์ต

RPC เพิ่มทุนใหม่ 273 ล.ขาย PO-TDR (ผู้จัดการรายวัน 3/2/53) : ระยองเพียวริฟายเออร์ จะขายหุ้นที่ซื้อหุ้นคืน 46,706,900 หุ้น โดยการทำ PO หรือการออก TDR ที่ประเทศไต้หวัน หลังจากนั้นเพิ่มทุนใหม่ 273 ล้านหุ้น เพื่อจำหน่าย PO หรือ TDR กำหนดราคาเสนอขายไม่ต่ำกว่าร้อยละ 90 ของราคาตลาดเฉลี่ยย้อนหลัง 15 วันโดยให้บอร์ดพิจารณาดำเนินการ เตรียมเรียกประชุมผู้ถือหุ้น 16 ก.พ.นี้

ไร่อ้อยได้สักที ครม.เพิ่มแล้ว ไทยไล่ถล่มอียู (ไทยโพสต์ 3/2/53) : เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบกำหนดราคาอ้อยขั้นสุดท้ายฤดูกาลผลิตปี 2551/52 เป็นรายเขต อัตราตันอ้อยละ 917.87 บาท ณ ระดับค่าความหวาน 10 ซี.ซี.เอส. โดยกำหนดอัตราขึ้นหรือลงของราคาอ้อยเท่ากับ 55.07 บาทต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส. และผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นสุดท้าย ฤดูกาลผลิตปี 2551/52 เท่ากับ 393.37 บาทต่อตันอ้อย ตามมติคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ซึ่งเป็นการประกาศราคาที่สูงขึ้น โดยโรงงานน้ำตาลต้องไปเพิ่มราคาให้เกษตรกรเนื่องจากปีก่อนกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นไว้ต่ำ นอกจากนี้ ยังมีมติเห็นชอบกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฤดูกาลผลิตปี 2552/53 ในอัตรา 965 บาทต่อตันอ้อย ณ ระดับค่าความหวาน 10 ซี.ซี.เอส.

ร้องศาลปล่อยผี "มาบตาพุด" เงื่อนไขรอลุ้นใบอนุญาต BOI จับคู่รักเศรษฐีแขก (ไทยโพสต์ 3/2/53) : "มาร์ค" ให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง เปิดทาง "มาบตาพุด" ก่อสร้างต่อได้ แต่มีเงื่อนไขเอกชนต้องรับความเสี่ยงลุ้นใบอนุญาต ด้านบีโอไองัดกลยุทธ์ใหม่ โรดโชว์อินเดียดึงเศรษฐีแขกทุ่มทุนแต่งงานในไทย หวังดึงรายได้ปีละ 4 ล้าน

TCAP เข้าวินดีลสคิบ เบียดเอชเอสบีซี 1 บ. ตั้งโต๊ะทำเทนเดอร์ฯ ในไตรมาส 2 นี้ (ข่าวหุ้น 3/2/53) : กลุ่มธนชาตทำสำเร็จ คว้าชัยชนะการซื้อหุ้นแบงก์นครหลวงไทย(SCIB) จากกองทุนฟื้นฟูฯ 47.58% ด้วยราคาเสนอซื้อรอบสุดท้ายที่ 31.50 บาท เฉือนเอสเอสบีซีไปเพียง 1บาท เผยเหตุที่เลือกนอกจากเรื่องราคา ยังเป็นกลุ่มธุรกิจคนไทยทำให้ดีลจบเร็วขึ้น ไม่ต้องขอคลังถือหุ้นเกิน 49% ด้านโบรกฯประเมิน TCAP ชนะประมูล SCIB ดันเป็นแบงก์ขนาดใหญ่อันดับ 5 ของประเทศ มีกำไรเพิ่มขึ้น 4 พันล้านบาท ทำเทนเดอร์ได้ในไตรมาส 2 นี้มองราคาเหมาะสมหุ้น TCAP หลังได้ SCIB อยู่ที่ 30 บาท

คลังลงนามขาย ACL ICBC ทุ่ม 8 พันล้านบ. (ข่าวหุ้น 3/2/53) : "กรณ์"เตรียมจรดปากกาลงนามอนุมัติอินดัสเตรียลแอนด์คอมเมอร์เชียล แบงก์ ออฟไชน่า จากจีน ถือหุ้นแบงก์สินเอเชียเกินกว่า 49% ก่อนสู่ขั้นตอนทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ทันทีที่ราคา 11.50 บาท จากผู้ถือหุ้นทุกกลุ่ม คาดใช้เงินไม่ต่ำกว่า 8 พันล้านบาท แซงหน้าดีลสคิบ แบงก์กรุงเทพรับทรัพย์ 3.5 พันล้านบาท บันทึกบัญชีไตรมาสแรก

CPF ดี๊ด๊าธปท.ผ่อนเกณฑ์ (ข่าวหุ้น 3/2/53) : หุ้นกลุ่มส่งออก CPF-TUF-CFRESH ได้ประโยชน์ ธปท.ผ่อนคลายเกณฑ์เงินทุนไหลออกป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงาน PTT-PTTEP-TOP มีแผนขยายการลงทุนในต่างประเทศค่อนข้างสูง ช่วยเสริมให้ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น โบรกฯ มองดีต่อหุ้นส่งออก เกษตร อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์

TRUE วิ่งคึกรับ Q4 กำไร 87 ล้าน ขานรับธุรกิจในเครือฟื้นทุกตัว (ข่าวหุ้น 3/2/53) : TRUE กำไร Q4 พลิกมีกำไร 87 ล้านบาท รับธุรกิจในเครือโตตามกระแสเศรษฐกิจฟื้นไฮซีซั่นทรูมูฟคาดปี 53 ผลการดำเนินงานแจ๋ว กำไรปกติได้ 700 กว่าล้านบาท ทรูมูฟยอดลูกค้าเพิ่ม รายจ่ายค่าไอซีเป็นบวก จากโปรโมชั่นโทรในเครือข่าย หวังทรูวิชั่นส์รายได้ปีนี้พันล้านบาท

แบงก์ 25 แห่ง มั่นใจสินเชื่อไตรมาส 1 "พุ่ง" (กรุงเทพธุรกิจ 3/2/53) : ธปท.เผยผลสำรวจนายแบงก์ ที่ดูแลการปล่อยสินเชื่อ 25 แห่ง พบมุมมองส่วนใหญ่ ยังเดินหน้าปล่อยสินเชื่อไตรมาส 1 ต่อ ในทุกภาคอุตฯ ผลพวงจากความต้องการสินเชื่อภาคธุรกิจโดยรวมเพิ่มขึ้น ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกบวกกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ ที่เชื่อมกับการลงทุนในระยะต่อไป ระบุสินเชื่อที่อยู่อาศัยกับสินเชื่อบัตรเครดิตมีทิศทางเพิ่มมากสุด

คาดพันธมิตรรับซื้อคิวคอน 3.90 บาท/หุ้น โบรกเชื่อดันกำไรกลุ่มแลนด์ขยั่บขึ้น 1-5% (กรุงเทพธุรกิจ 3/2/53) : ปีนี้คงเป้ารายได้การขาย 2.16 หมื่นล้าน โดยรวมรับรู้รายได้จากโครงการ "The Room สุขุมวิท 62" บล.ธนชาต ประเมินดีลขายหุ้นคิวคอนให้พันธมิตรใหม่ ประเมินอาจขายได้ราคาสูงถึง 3.90 บาท ขณะที่ต้นทุนกลุ่มแลนด์อยู่ที่ 2.12-2.85 บาท และโบรกเกอร์เชื่อว่า แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์-ควอลิตี้เฮ้าส์-เอเชี่ยน ช่วยดันกำไรสุทธิปีนี้ให้ประมาณ 1-5%

ทริสคงเครดิตองค์กร "ยูนิเวนเจอร์" ที่ BBB (กรุงเทพธุรกิจ 3/2/53) : บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ประกาศคงอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ "BBB" ด้วยแนวโน้ม "Stable" หรือ "คงที่" โดยอันดับเครดิตสะท้อนถึงการสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ คือ บริษัท อเดลฟอส จำกัด

บทวิเคราะห์
  • BEC (23.80 บาท : ซื้อ) ปรับคำแนะนำและราคาเหมาะสมขึ้น
คาดกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาส 4/52

เราประเมินว่า BEC จะรายงานกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกในไตรมาส 4/52 โดยคาดว่ากำไรสุทธิจะเพิ่มขึ้น 5% yoy เป็น 756 ล้านบาท มีสาเหตุมาจากการที่อัตราการใช้เวลาโฆษณา (Utilisation) ทางช่อง 3 เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมทั้งการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมโฆษณา ตามรายงานของ Nielsen Media Research เม็ดเงินโฆษณาช่อง 3 ในไตรมาส 4/52 สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 4,000 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 8% yoy นอกจากนั้น BEC ยังมีการควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดีคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะลดลงจาก 63.2% เป็น 62.3% เนื่องจากต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการขยายเวลาออกอากาศรายการที่ผลิตเอง

ปรับประมาณการกำไรขึ้น

เราปรับประมาณการกำไรปี 2552 และ 2553 ขึ้น 4% และ 3% ตามลำดับจากแนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการซึ่งคาดว่าจะได้รับผลบวกจากอุตสาหกรรมโฆษณาที่ฟื้นตัวขึ้นหลังจากผู้ใช้ งบโฆษณาเริ่มกลับมาใช้โฆษณามากขึ้น โดยคาดว่ากำไรสุทธิปี 2552 จะเท่ากับ 2,651 ล้านบาท (1.33 บาท/หุ้น) ลดลง 8% จากปี 2551 แต่คาดว่าจะกำไรจะเติบโต 10% เป็น 2,903 ล้านบาท (1.45 บาท/หุ้น) ในปีนี้เนื่องจากการปรับขึ้นค่าโฆษณาสำหรับบางรายการ รวมทั้งคาดว่าไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษจำนวนมากเหมือนปี 2552

ช่อง 3 ปรับขึ้นค่าโฆษณาบางรายการ

ตั้งแต่ต้นปีนี้ BEC มีการปรับขึ้นค่าโฆษณาสำหรับบางรายการที่ได้รับความนิยมสูงและมีอัตราการใช้เวลาโฆษณาหนาแน่น เช่น รายการ ข่าว 3 มิติ ปรับค่าโฆษณาขึ้น 11.5% จาก 260,000 เป็น 290,000 บาท/นาที, รายการ ทูไนท์โชว์ ปรับขึ้น 7.1% จาก 280,000 เป็น 300,000 บาท/นาที, ซิทคอม 3 เรื่อง (เป็นต่อ ผู้กองเจ้าเสน่ห์ และ เฮง เฮง เฮง) ปรับขึ้น 6.1% จาก 330,000 เป็น 350,000 บาท/นาที ส่วนละครหลังข่าว ไม่ได้ปรับค่าโฆษณา (450,000 บาท/นาที)  แต่ลดการแถมโฆษณาช่วงกลางวันซึ่งน่าจะช่วยเพิ่มรายได้แต่ไม่มากนักเนื่องจากรายการช่วงกลางวันมีค่าโฆษณาค่อนข้างต่ำ (เฉลี่ยประมาณ 120,000 บาท/นาที) นอกจากนั้นในไตรมาส 3/53 BEC อาจปรับขึ้นค่าโฆษณาอีก 10% โดยเฉลี่ย (ยังไม่รวมในประมาณการ)

มีแนวโน้มจ่ายผลประโยชน์ 405 ล้านบาทให้ MCOT

ในการต่อสัญญาสัมปทานกับ MCOT นั้น บริษัทคู่สัญญา คือ บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ BEC มีแนวโน้มว่าจะต้องจ่ายผลประโยชน์ 405 ล้านบาทให้กับ MCOT เพิ่มเติมจากค่าสัมปทานเดิมซึ่งจ่ายในอัตราคงที่รวม 2,002 ล้านบาทในช่วงระยะเวลา 10 ปี (ตั้งแต่ 2553-2563) โดยเราประเมินว่าหากมีการบันทึกค่าใช้จ่าย 405 ล้านบาททั้งจำนวนในปีนี้ กำไรสุทธิของ BEC จะลดลงจากประมาณการปัจจุบัน 14% และราคาเหมาะสมลดลงประมาณ 0.50 บาท/หุ้น

ปรับคำแนะนำและเพิ่มราคาเหมาะสมเป็น 26.50 บาท

เราปรับคำแนะนำจาก ซื้อเมื่ออ่อนตัว เป็น ซื้อ หลังจากการปรับประมาณการทำให้ราคาเหมะสมจากการประเมินมูลค่าหุ้นโดยวิธีคิดลดกระแสเงินสดปรับขึ้นเป็น 26.50 บาท อีกทั้งฐานะการเงินที่แข็งแกร่งด้วยการมีเงินสดในมือกว่า 3,000 ล้านบาท เราคาดว่า BEC จะจ่ายเงินปันผลจากกำไรในครึ่งหลังของปี 2552 จำนวน 0.70 บาท/หุ้น ซึ่งคิดเป็นอัตราผลตอบแทนครึ่งปีที่ 3%

  • TSTH (1.79 บาท : ซื้อเมื่ออ่อนตัว) ผลประกอบการไตรมาส 3/53 พลิกมาขาดทุน คาดแนวโน้มไตรมาส 4/53 จะปรับตัวดีขึ้น โรงถลุงเหล็กจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์
ผลประกอบการไตรมาส 3/53 น่าผิดหวังหนักจากพลิกมาขาดทุน

บมจ. ทาทา สตีล (ประเทศไทย) (TSTH) ประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/53 (งวด ต.ค. - ธ.ค. 52) น่าผิดหวังอย่างหนัก เพราะ พลิกมาขาดทุนเท่ากับ 3 ล้านบาท เทียบกับไตรมาสก่อนที่กำไร 238 ล้านบาท และ ปีก่อนที่ขาดทุน 2,266 ล้านบาท ต่ำกว่าที่เราคาดจะมีกำไรสุทธิเท่ากับ 75 ล้านบาท ผลประกอบการที่น่าผิดหวังและขาดทุนดังกล่าว เนื่องจาก การทดลองการผลิตของเตาถลุงเหล็กตั้งแต่เดือน ต.ค. 52 ยังไม่มีการผลิตเชิงพาณิชย์ ทำให้เกิดค่าใช้จ่าย และ ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยสูง ค่าเสื่อมราคาได้เพิ่มขึ้นมาเป็น 247 ล้านบาท (+18%qoq, +9%yoy) รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับลดลงเหลือเพียง 4% จาก 9% ในไตรมาสก่อน แต่ดีขึ้นจากปีก่อนที่ติดลบถึง -34% ด้านยอดขายเท่ากับ 5,661 ล้านบาท (-1%qoq, +22%yoy) จากปริมาณขาย 294,000 ตัน (-1%qoq, +16%yoy) และ ราคาขายเฉลี่ยเท่ากับ 19,300 บาท/ตัน (+1%qoq, +5%yoy)

คาดผลประกอบการงวด ม.ค.-มี.ค. จะปรับตัวดีขึ้นมีกำไร 200-300 ล้านบาท

เราคาดหมายแนวโน้มผลประกอบการของ TSTH ไตรมาส 4/53 หรือ งวด ม.ค. - มี.ค. 2553 จะปรับตัวดีขึ้น กลับมามีกำไรประมาณ 200-300 ล้านบาท เนื่องจากได้แรงหนุน ราคาเหล็กเส้นในเดือน ม.ค. ที่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจากข้อมูลของ กรมการค้าภายใต้ ราคาเหล็กเส้นข้ออ้อยขนาด 16 ม.ม. เดือน ม.ค. ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 19,120 บาท/ตัน จากราคาเดือน ธ.ค. เท่ากับ 18,760 บาท/ตัน และ ในช่วงเดือน ม.ค. - มี.ค. ปกติจะเป็นช่วงฤดูขายวัสดุก่อสร้างคาดจะทำให้ปริมาณขายเหล็กเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 แสนตัน นอกจากนี้โรงถลุงเหล็กขนาดย่อม ซึ่งได้ทดลองการผลิตมาตั้งแต่เดือน ต.ค. ปีก่อน คาดจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาสนี้ ซึ่งจะทำให้มีประสิทธิภาพการผลิตดีขึ้น ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยปรับลดลง

ผลประกอบการที่ขาดทุน อาจจะสร้างความผิดหวังต่อ แนะนำ ซื้อเมื่ออ่อนตัว

ผลประกอบการไตรมาส 3/53 ทรุดหนักถึงขั้นขาดทุน อาจจะสร้างความน่าผิดหวังต่อตลาด และ จะยังเป็นแรงกดดันในด้านลบต่อราคาหุ้น เราได้ปรับประมาณการกำไรในปี 2553 (เม.ย. 2552 - มี.ค. 2553) ลง แต่เรามองว่าหุ้น TSTH เป็นหุ้นที่มีศักยภาพในระยะยาวจากแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งจะทำให้ความต้องการเหล็กขยายตัว และยังเป็นผู้ผลิตเหล็กเส้นรายใหญ่สุดของประเทศ มีทั้งเตาหลอม และ โรงถลุงเหล็กขนาดย่อม (Mini Blast Furnace) ดังนั้น เราคงคำแนะนำ ซื้อเมื่ออ่อนตัว โดยประเมินราคาเหมาะสมเท่ากับ 2.3 บาท บนฐาน P/E ปีหน้า ประมาณ 11 เท่า

  • CGS-W5 : ประเมินราคาวอแรนท์

ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ปจำกัด (มหาชน) จะเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ. 2553 เป็นต้นไป โดยใช้ชื่อย่อว่า "CGS-W5" ใบสำคัญแสดงสิทธิดังกล่าวเป็นการจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทที่ใช้สิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนในอัตราส่วน 1 หุ้นสามัญใหม่ต่อ 1 ใบสำคัญแสดงสิทธิ และใบสำคัญแสดงสิทธิ 1 หน่วยมีสิทธิซื้อหุ้นสามัญของบริษัทได้ 1 หุ้นในราคาหุ้นละ 1.50 บาท

ลักษณะ เงื่อนไขและสาระสำคัญ CGS-W5

วันที่เริ่มทำการซื้อขาย :

3 กุมภาพันธ์ 2553

ประเภทหลักทรัพย์ :

ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ CGS

จำนวนใบสำคัญแสดงสิทธิ

464,393,602 หน่วย

สิทธิของใบสำคัญแสดงสิทธิ

ใบสำคัญแสดงสิทธิ 1 หน่วยมีสิทธิซื้อหุ้น CGS ได้ 1 หุ้นในราคาใช้สิทธิ 1.50 บาท

อายุของใบสำคัญแสดงสิทธิ

3 ปี (เริ่มใช้สิทธิครั้งแรกในวันที่ 30 กันยายน 2553 และสามารถใช้สิทธิได้ทุกวันทำการสุดท้ายของเดือนมีนาคม, มิถุนายน, กันยายน และธันวาคม ของแต่ละปี โดยมีวันใช้สิทธิครั้งสุดท้ายคือ 18 มกราคม 2556)

ราคาใบสำคัญแสดงสิทธิ

ฟรี

  • SIRI-W1 : ประเมินราคาวอแรนท์

ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทแสนสิริจำกัด (มหาชน) จะเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ. 2553 เป็นต้นไป โดยใช้ชื่อย่อว่า ?SIRI-W1? ใบสำคัญแสดงสิทธิดังกล่าวเป็นการจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทที่มีรายชื่ออยู่ในสมุดทะเบียนในวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2552ในอัตราส่วน 2 หุ้นสามัญเดิมต่อ 1 ใบสำคัญแสดงสิทธิ และใบสำคัญแสดงสิทธิ 1 หน่วยมีสิทธิซื้อหุ้นสามัญของบริษัทได้ 1 หุ้นในราคาหุ้นละ 5.20 บาท

ลักษณะ เงื่อนไขและสาระสำคัญ SIRI-W1

วันที่เริ่มทำการซื้อขาย :

3 กุมภาพันธ์ 2553

ประเภทหลักทรัพย์ :

ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ SIRI

จำนวนใบสำคัญแสดงสิทธิ

736,792,026 หน่วย

สิทธิของใบสำคัญแสดงสิทธิ

ใบสำคัญแสดงสิทธิ 1 หน่วยมีสิทธิซื้อหุ้น SIRI ได้ 1 หุ้นในราคาใช้สิทธิ 5.20 บาท

อายุของใบสำคัญแสดงสิทธิ

5 ปี (เริ่มใช้สิทธิครั้งแรกในวันที่ 30 มีนาคม 2555 และสามารถใช้สิทธิได้ทุกวันทำการสุดท้ายของเดือนมีนาคม, มิถุนายน, กันยายน และธันวาคม ของแต่ละปี โดยมีวันใช้สิทธิครั้งสุดท้ายคือ 20 มกราคม 2558)

ราคาใบสำคัญแสดงสิทธิ

ฟรี

สรุปคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 4/52 กลุ่มธนาคารและบริษัททั่วไป

สรุปผลคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 4/52

หุ้น

กำไรที่คาดไว้(ล้านบาท)

กำไรที่ประกาศ (ล้านบาท)

 

กำไร

 

คำแนะนำ

 

4Q09E

qoq

yoy

4Q09

3Q09

4Q08

07

08

09E

 

กลุ่มธุรกิจการเกษตร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

CPF*

2,236

(39%)

612%

-

3,636

314

1,007

3,046

9,806

ซื้อ

UVAN

74

48%

19%

-

141

62

505

1,445

567

ถือ

กลุ่มธนาคาร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

BAY

2,060

(5%)

144%

1,705

2,172

844

(3,992)

4,896

6,657

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

BBL

4,945

(2%)

(6%)

5,967

5,069

5,268

19,218

20,243

20,764

ซื้อ

KBANK

3,877

4%

39%

3,668

3,720

2,790

15,005

15,333

14,892

ซื้อ

KTB

2,551

(40%)

9%

2,548

4,250

2,332

6,407

12,272

12,020

ซื้อเก็งกำไร

SCB

4,907

(6%)

23%

4,780

5,198

3,983

17,356

21,414

20,760

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

กลุ่มวัสดุก่อสร้าง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

BSBM

65

306%

n.a.

-

16

(213)

161

124

107

ซื้อ

DCC

232

(3%)

76%

232

240

132

578

664

996

ซื้อ

SCC

5,600

(20%)

n.a.

5,332

6,988

(3,480)

30,352

16,771

24,346

ซื้อ

SSI

780

(41%)

n.a.

1,151

1,313

(5,481)

837

(5,166)

1,272

ซื้อ

TASCO

50

(78%)

n.a.

-

230

(1,135)

306

(1,089)

520

ซื้อ

TSTH (3Q10F)

75

(68%)

n.a.

(3)

238

(2,266)

2,701

81

324

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

กลุ่มปิโตรเคมี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

PTTCH

2,342

(17%)

n.a.

-

2,821

(4,177)

19,167

11,739

6,907

ถือ

กลุ่มพาณิชย์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

HMPRO

364

42%

6%

-

256

343

710

959

1,115

ซื้อ

กลุ่มสื่อสาร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ADVANC*

4,258

2%

8%

-

4,174

3,933

16,347

18,820

17,135

ซื้อ

AIT

88

47%

83%

-

60

48

94

211

297

ซื้อ

CSL*

71

(10%)

129%

-

79

31

238

225

287

ถือ

DTAC*

1,952

19%

59%

-

1,636

1,224

5,859

7,568

6,444

ทยอยสะสม

SAMART

122

(12%)

n.a.

-

139

(61)

574

262

427

ซื้อ

TRUE

10

(90%)

n.a.

-

99

(1,205)

1,158

(2,355)

1,202

ถือ

กลุ่มพลังงาน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

PTTAR

1,608

(6%)

n.a.

-

1,708

(10,654)

18,018

(8,465)

9,272

ซื้อเก็งกำไร

PTTEP

6,018

14%

(11%)

4,652

5,259

6,789

28,455

41,675

23,519

ซื้อ

TOP

1,820

(8%)

n.a.

-

1,978

(8,394)

19,118

224

12,270

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

กลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

BEC*

756

1%

5%

-

752

721

2,226

2,902

2,651

ซื้อ

MAJOR*

138

100%

106%

-

69

67

597

496

304

ทยอยสะสม

MCOT

360

3%

19%

-

349

302

1,111

1,228

1,349

ซื้อเก็งกำไร

กลุ่มอิเล็คโทรนิคส์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

CCET*

423

(3%)

(5%)

-

434

443

2,970

2,242

1,594

เปลี่ยนตัวเล่น

KCE*

127

19%

n.a.

-

107

(187)

208

(186)

55

ซื้อ

SMT

80

8%

129%

-

74

35

98

201

268

ทยอยสะสม

กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

TVO*

283

(34%)

n.a.

-

431

(288)

1,283

1,327

913

ซื้อลงทุน

กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

AP

587

73%

9%

-

339

538

899

1,638

1,758

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

LPN

254

(36%)

10%

-

399

231

928

1,205

1,423

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

MK

125

(7%)

(7%)

-

135

135

332

404

536

ซื้อเมื่ออ่อนตัว

PS

1,670

157%

91%

-

651

875

1,302

2,373

3,648

ซื้อเก็งกำไร

SF

84

320%

223%

-

20

26

308

226

108

เต็มมูลค่า

SPALI

615

5%

186%

-

587

215

816

1,069

2,430

ซื้อ

กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

AOT*

822

n.a.

24%

-

(649)

661

(1,716)

4,642

949

ซื้อลงทุน

BECL

375

(22%)

(24%)

-

482

495

1,407

1,444

1,738

ถือ

PSL

541

(23%)

(56%)

-

703

1,227

4,156

4,939

3,172

ซื้อลงทุน

THAI*

5,240

n.a.

n.a.

-

(1,247)

(2,648)

4,134

(8,566)

3,615

ซื้อเก็งกำไร

*กำไรปกติ

NVDR Trading Data by Stock

Top 20 Net BUY (02/02/10)

 

Value (Btmn)

 

Buy

Sell

Total

Net

PTTEP

118.00

29.54

147.54

88.45

SCB

51.35

18.60

69.94

32.75

BAY

58.59

28.77

87.36

29.81

LH

58.75

30.04

88.79

28.71

BLA

27.35

0.12

27.47

27.23

MINT

21.02

3.54

24.57

17.48

CPALL

17.43

9.10

26.53

8.34

TYONG

7.64

0.02

7.66

7.62

KBANK

109.99

102.78

212.77

7.21

SPALI

7.08

-

7.08

7.08

TICON

5.80

0.49

6.29

5.31

HANA

6.63

1.51

8.14

5.12

STPI

4.17

-

4.17

4.17

DSGT

3.82

-

3.82

3.82

TISCO

8.89

5.28

14.18

3.61

GOLD

3.84

0.32

4.16

3.52

GJS

6.15

2.70

8.85

3.45

PDI

4.10

0.99

5.08

3.11

CK

3.79

0.98

4.78

2.81

SIRI

2.73

0.11

2.84

2.62

Top 20 Net SELL (02/02/10)

 

Value (Btmn)

 

Buy

Sell

Total

Net

SCC

124.64

243.85

368.49

-119.21

BANPU

209.09

272.97

482.05

-63.88

BBL

137.17

177.41

314.58

-40.25

KTB

4.36

44.08

48.44

-39.72

PTT

73.30

100.60

173.89

-27.30

ADVANC

4.41

23.12

27.54

-18.71

GLOW

0.08

18.68

18.76

-18.60

TUF

-

15.45

15.45

-15.45

TTW

1.83

17.12

18.95

-15.28

RATCH

1.46

15.76

17.22

-14.29

AP

2.83

17.10

19.94

-14.27

UNIQ

49.44

62.44

111.88

-13.00

EGCO

1.38

12.14

13.52

-10.75

IRPC

0.64

10.07

10.71

-9.43

ITD

2.56

9.94

12.50

-7.38

TMB

1.09

8.39

9.48

-7.30

PSL

2.38

9.42

11.81

-7.04

PTTCH

20.04

26.77

46.81

-6.73

QH

4.19

10.50

14.69

-6.31

DTAC

4.98

11.19

16.17

-6.22

Top 20 Most Active (02/02/10)

 

Value (Btmn)

 

Buy

Sell

Total

Net

BANPU

209.09

272.97

482.05

-63.88

SCC

124.64

243.85

368.49

-119.21

BBL

137.17

177.41

314.58

-40.25

KBANK

109.99

102.78

212.77

7.21

PTT

73.30

100.60

173.89

-27.30

PTTEP

118.00

29.54

147.54

88.45

UNIQ

49.44

62.44

111.88

-13.00

LH

58.75

30.04

88.79

28.71

BAY

58.59

28.77

87.36

29.81

SCB

51.35

18.60

69.94

32.75

PTTAR

27.37

30.41

57.78

-3.04

KTB

4.36

44.08

48.44

-39.72

PTTCH

20.04

26.77

46.81

-6.73

CPF

15.54

20.87

36.40

-5.33

ADVANC

4.41

23.12

27.54

-18.71

BLA

27.35

0.12

27.47

27.23

CPALL

17.43

9.10

26.53

8.34

MINT

21.02

3.54

24.57

17.48

AP

2.83

17.10

19.94

-14.27

TTW

1.83

17.12

18.95

-15.28

คำชี้แจง : ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ของ บมจ. หลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) มี 2 ทีม คือ ฝ่ายวิจัย สำหรับนักลงทุนในประเทศ (KELIVE Research) และ ฝ่ายวิจัยนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ (Kim Eng Research) อันมีเหตุผลมาจากลักษณะที่แตกต่างในด้าน ลักษณะผู้ลงทุน วัตถุประสงค์ และ กลยุทธ์ ทำให้คำแนะนำ และ/หรือ ราคาเป้าหมายอาจมีความแตกต่างกัน โดย KELIVE Research มีวัตถุประสงค์ที่จะทำบทวิเคราะห์เพื่อสนับสนุนข้อมูลการลงทุนแก่นักลงทุนในประเทศ ( ท่านสามารถดูรายละเอียดได้จาก http://kelive2.kimeng.co.th )ในขณะที่ Kim Eng Research สำหรับนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ ( ท่านสามารถดูรายละเอียดได้จาก www.kimengresearch.com.sg). ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่นักลงทุนจะต้องอ่าน และทำความเข้าใจ สมมติฐาน และ พื้นฐานของคำแนะนำ ของแต่ละงานวิจัย

เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลที่ บมจ. หลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เห็นว่าน่าเชื่อถือประกอบกับทัศนะส่วนตัวของผู้จัดทำ ซึ่งมิได้หมายถึงความถูกต้องหรือสมบูรณ์ของข้อมูลดังกล่าวแต่อย่างใด และเอกสารนี้ได้จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการลงทุนเท่านั้น มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะชักชวนหรือชี้นำการซื้อขายหลักทรัพย์ใดโดยเฉพาะหรือเป็นการทั่วไปแต่อย่างใด นักลงทุนพึงใช้ข้อมูลในเอกสารนี้ประกอบกับข้อมูลและความเห็นอื่น ๆ และวิจารณญาณของตนในการตัดสินใจการลงทุนให้เหมาะสมแก่กรณี ทั้งนี้ความเห็นที่แสดงอยู่ในเอกสารนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้จัดทำ บมจ. หลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ตลอดจนผู้บริหารและพนักงานของบริษัทไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องกับความเห็นที่แสดงอยู่ในเอกสารนี้ด้วยแต่อย่างใด