»ค้นหาแบบมีเงื่อนไข
Sign In
 
Thailand | Singapore | Malaysia
     
วิเคราะห์ภาพรวม กระแสข่าว/กลยุทธ์
 

By Surasak Anutarasoth/Kitichan Sirisukarcha/Sunthorn Thongthip     
08 Feb 8:32AM : KELIVE Portfolio Model (08/02/53)

Kim Eng Securities (Thailand) Ltd.
 

 

KELIVE Portfolio Model            Theme: Defensive and Dividend play    

 

 

Prices (Bt/share)

 

2010F

 

Stocks

Weighted

Average Price

Last Price

Target Price

Upside (%)

EPS.*

PER

Div. Yld* (%)

Investment Strategy

AIT

20%

25.5

25.5

30

17.6

4

6.4

11.0

Buy and Hold

RATCH

20%

34.5

34.5

43

24.6

4.27

8.1

6.4

Buy and Hold

SPALI

20%

6.0

6.0

7.7

28.3

1.4

4.3

10.5

Buy and Hold

MCOT

20%

22.8

22.8

28

22.8

2.14

10.7

8.4

Speculative Buy

DCC

20%

31.0

31.0

32

3.2

3.2

9.8

9.7

Buy and Hold

 

*ประมาณการกำไรต่อหุ้นปี 2552 และ อัตราเงินปันผลตอบแทน -โดย KELIVE ** หุ้นในพอร์ทจะถูกขายออกทันทีหากราคาหุ้นปรับตัวลงเกินระดับ ?Stop Loss? ที่ 5%

กลยุทธ์การลงทุนสัปดาห์นี้

แนวโน้มภาพรวมตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ยังคงมีความผันผวนสูง โดยคาดว่าจะยังถูกกดดันทั้งจากปัจจัยต่างประเทศที่มีทิศทางเป็นลบจากปัญหา การขาดดุลการคลังของประเทศกลุ่มสหภาพยุโรปอย่าง กรีซ สเปน และโปรตุเกส, การออกมาตรการชะลอความร้อนแรงทางเศรษฐกิจของจีน, อัตราการว่างงานที่ยังอยู่ในระดับสูงของสหรัฐฯ กดดันการฟื้นตัวภาคการบริโภค ขณะที่รัฐบาลทั่วโลกเริ่มเผชิญกับข้อจำกัดในการใช้นโยบายการเงินและการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ อีกทั้งปัญหาการเมืองในประเทศยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน ดังนั้นเราจึงตัดสินใจลดสัดส่วนการถือครองหุ้นลงจากระดับ 70% เหลือ 60% โดยการลงทุนสัปดาห์นี้ยังคงเน้นเข้าลงทุนในหุ้นที่มีลักษณะ Defensive และมีอัตราการจ่ายปันผลที่สูง รวมทั้งมีแนวโน้มผลประกอบการปี 53 ที่แข็งแกร่ง ซึ่งได้แก่ RATCH, AIT, SPALI, MCOT และ DCC

พอร์ทการลงทุน

ถือเงินสด 40%, หุ้น 60%

แบ่งพอร์ทหุ้น(60%) ออกเป็น Buy and Hold 80% และ Speculative Buy 20%

เพิ่ม MCOT และ DCC เข้าพอร์ท, ขายตัดขาดทุน TASCO และถอด KBANK ออกจากพอร์ทชั่วคราว

  • เพิ่ม MCOT เพื่อลดความผันผวนของพอร์ทจากผลประกอบการปี 2553 ที่มีแนวโน้มขยายตัวแข็งแกร่ง, upside ที่สูงกว่า 22.8% และรับเงินปันผลจากกำไรในครึ่งหลังของปี 52 ที่คาดว่าจะจ่ายในอัตรา 1 บาท/หุ้น (คิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทน 4.4%)

  • เพิ่ม DCC เน้นถือลงทุน เพื่อลดความผันผวนของพอร์ท จากฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง, แนวโน้มกำไรขยายตัวโดดเด่น และอัตราเงินปันผลตอบแทนที่สูงถึง 9.7% สำหรับปี 53

  • ถือ AIT จากแนวโน้มกำไรไตรมาส 4/52 และ 1/53 มีแนวโน้มขยายตัวโดดเด่นต่อเนื่อง และคาดว่าจะจ่ายเงินปันผลตอบแทนสำหรับ 2H09 อีก 1.75 บาทต่อหุ้น

  • ถือ RATCH จาก upside ที่สูงกว่า 24.6% และเงินปันผลตอบแทนในระดับสูงถึง 6.7% ต่อปี

  • ถือ SPALI จากแนวโน้มกำไรไตรมาส 4/52 ที่คาดว่าจะขยายตัวแข็งแกร่ง และคาดว่า SPALI จะจ่ายเงินปันผลจากกำไรครึ่งปีหลังอีก 0.39 บาทต่อหุ้น

  • ขายตัดขาดทุน TASCO หลังราคาหุ้นปรับตัวลงเกินระดับ Stop Loss ที่ 5%

  • ถอด KBANK ออกจากพอร์ทชั่วคราว เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาด

KELIVE Portfolio

Historical return

 

1-W period

2-W period

3-W period

1-M period

2-M period

Portfolio

-1.4%

-4.1%

-7.8%

-3.4%

4.6%

SET

-0.7%

-3.2%

-7.4%

-6.5%

-1.8%

Portfolio Summary

Portfolio (% per week)

KELIVE

SET

Expected return

2.4%

2.0%

Standard deviation

2.4%

3.3%

Beta

0.5

1.0

VaR (a = 0.01)

-3.3%

-5.6%

VaR (a = 0.05)

-1.6%

-3.4%

Stock and Portfolio Idea
  • เพิ่ม MCOT เน้นเก็งกำไร

เราตัดสินใจเลือก MCOT เข้าพอร์ทเพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ทการลงทุน เนื่องจาก MCOT มีค่าความไวต่อดัชนีต่ำเพียง 0.6 เท่า, กำไรปี 2553 ที่มีแนวโน้มขยายตัวแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น 9% เป็น 1,468 ล้านบาท (2.14 บาท/หุ้น) จากการเติบโตของเม็ดเงินโฆษณา และส่วนแบ่งรายได้ได้ค่าโฆษณาจาก True Visions ทั้งนี้ยังไม่ได้รวมผลตอบแทนเพิ่มเติมอีก 405 ล้านบาทจาก BEC ในการต่อสัญญาสัมปทานช่อง 3 เราคาดว่าบริษัทจะจ่ายเงินปันผลจากกำไรในครึ่งหลังของปี 52 จำนวน 1 บาท/หุ้น (คิดเป็นอัตราผลตอบแทนครึ่งปีที่ 4.4%) ราคาหุ้นปัจจุบันที่ซื้อขาย ที่ P/E ปี 2553 ที่ 10.7 เท่า และมี upside จากราคาเป้าหมายของเราที่ 28 บาทต่อหุ้นอยู่สูงถึง 22.8%

  • เพิ่ม DCC เน้นถือลงทุน

เราตัดสินใจเลือก DCC เข้าพอร์ทเพื่อถือลงทุน เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ทการลงทุน เพราะ DCC มีค่าความไวต่อดัชนีต่ำเพียง 0.26 เท่า, ขณะที่ปัจจุบันบริษัทฯแทบไม่มีภาระหนี้เงินกู้, หุ้นมีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอทุกไตรมาส โดยคาดว่าอัตราเงินปันผลตอบแทนในปี 53 จะยังอยู่ในระดับสูงราว 9.7% แนวโน้มยอดขายของ DCC จะโตอีก 15% โดยจะมีกำลังการผลิตใหม่เข้ามาหนุนอีก 7.2 ล้านตรม. ต่อปี ในปี 53 เพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดต่างจังหวัดที่ยังสูงอยู่ และผลบวกจากโครงการไทยเข้มแข็ง ส่งผลให้กำไรสุทธิปี 53 มีแนวโน้มเติบโต 29% yoy เป็น 1,285 ล้านบาท

  • ขายตัดขาดทุน TASCO

ขายตัดขาดทุน (Stop loss) TASCO หลังราคาหุ้นระหว่างสัปดาห์ปรับตัวลงเกินระดับ Stop Loss ที่ 5% เพื่อรักษาวินัยการลงทุน

  • ถอด KBANK ออกจากพอร์ทชั่วคราว

ถอด KBANK ออกจากพอร์ทชั่วคราว เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาด ส่งผลให้ค่าความไวต่อดัชนี (beta) ของพอร์ทลดลงเหลือ 0.5

คำชี้แจง : ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ของ บมจ. หลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) มี 2 ทีม คือ ฝ่ายวิจัย สำหรับนักลงทุนในประเทศ (KELIVE Research) และ ฝ่ายวิจัยนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ (Kim Eng Research) อันมีเหตุผลมาจากลักษณะที่แตกต่างในด้าน ลักษณะผู้ลงทุน วัตถุประสงค์ และ กลยุทธ์ ทำให้คำแนะนำ และ/หรือ ราคาเป้าหมายอาจมีความแตกต่างกัน โดย KELIVE Research มีวัตถุประสงค์ที่จะทำบทวิเคราะห์เพื่อสนับสนุนข้อมูลการลงทุนแก่นักลงทุนในประเทศ ( ท่านสามารถดูรายละเอียดได้จาก http://kelive.kimeng.co.th )ในขณะที่ Kim Eng Research สำหรับนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ ( ท่านสามารถดูรายละเอียดได้จาก www.kimengresearch.com.sg). ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่นักลงทุนจะต้องอ่าน และทำความเข้าใจ สมมติฐาน และ พื้นฐานของคำแนะนำ ของแต่ละงานวิจัย

เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลที่ บมจ. หลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เห็นว่าน่าเชื่อถือประกอบกับทัศนะส่วนตัวของผู้จัดทำ ซึ่งมิได้หมายถึงความถูกต้องหรือสมบูรณ์ของข้อมูลดังกล่าวแต่อย่างใด และเอกสารนี้ได้จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ในการใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการลงทุนเท่านั้น มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะชักชวนหรือชี้นำการซื้อขายหลักทรัพย์ใดโดยเฉพาะหรือเป็นการทั่วไปแต่อย่างใด นักลงทุนพึงใช้ข้อมูลในเอกสารนี้ประกอบกับข้อมูลและความเห็นอื่น ๆ และวิจารณญาณของตนในการตัดสินใจการลงทุนให้เหมาะสมแก่กรณี ทั้งนี้ความเห็นที่แสดงอยู่ในเอกสารนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้จัดทำ บมจ. หลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ตลอดจนผู้บริหารและพนักงานของบริษัทไม่จำเป็นต้องเห็นพ้องกับความเห็นที่แสดงอยู่ในเอกสารนี้ด้วยแต่อย่างใด